จ้าวหนิงเบ้ปากอยู่ทั้งคาบเรียน พอเลิกเรียนถึงได้หุบลงอย่างเหนื่อยล้า เธอเหลือนาฬิกา ปกติก่อนเลิกเรียนห้านาที เสี่ยวจูจะมารอที่หน้าประตูแล้วพาไปห้องเรียนคาบต่อไป แต่นี่เลยเวลาเลิกเรียนมาเกือบสิบนาทีแล้ว
“โอ้โห นักเรียนดีเด่นของเราทำไมไม่ลุกไปไหนล่ะ คงไม่ใช่ว่าแกล้งเหนื่อยอยู่นะ” หลี่อี้เชิงมาพร้อมกับปากหมาแบบเดิมอีกแล้ว
จ้าวหนิงหันไปชำเลืองมองเขา คิดเท่าไหร่ก็ไม่เข้าใจ คนแบบนี้มีแฟนคลับเป็นสิบล้านได้ยังไง ทั้งหลี่อี้เชิงทั้งจงอวี๋ คนสมัยนี้ไม่เลือกกันเลยเหรอ
เห็นเธอไม่สนใจ หลี่อี้เชิงกลับยิ่งได้คืบจะเอาศอก “คาบต่อไปเป็นคาบของคณบดีโจว ทำไมยังไม่ไปอีกล่ะ ปกติเธอชอบเกาะขาไม่ใช่เหรอ”
ทันใดนั้นก็มีเสียงหญิงเย็นชาและเฉียบขาดดังมาจากหน้าประตู “หลี่อี้เชิง นายว่างนักเหรอ อยากให้ฉันบอกผู้จัดการนายให้หางานเพิ่มให้ไหม จะได้ไม่ต้องมาพ่นปากเปล่าๆ โดยไม่ได้เงิน”
หลี่อี้เชิงหน้าชาขึ้นมาทันที นั่นมันซูลี่หว่านนี่
ถึงเขากับซูลี่หว่านจะไม่ได้มีความสัมพันธ์เป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรง แต่ศึกชิงหัวหน้าทีมผู้จัดการของเทียนอวี้ก็ยังไม่จบลงเลย
เขากล้าล้อเลียนจ้าวหนิง แต่ไม่กล้าไม่เคารพซูลี่หว่านเป็นอันขาด ไม่เห็นรึไงว่าช่วงนี้ผู้จัดการของเขายังถูกซูลี่หว่านจับจุดอ่อนได้ ไล่ตีจนหัวซุกหัวซุน ในหมู่นักแสดงทั้งหมดช่วงนี้ มีแค่จงอวี๋ที่แย่งชิงมาจากปากเสือ จนคว้าทรัพยากรละครทีวีมาได้เรื่องหนึ่ง จงอวี๋มันเอาอะไรมาสู้
หลี่อี้เชิงหัวเราะแห้งๆ แล้วรีบพูด “เปล่านะครับ เปล่า ผมแค่มาผูกมิตรกับน้องสาวร่วมสำนักน่ะครับ”
ซูลี่หว่านพูดเย็นชาว่า “คนในมือฉันมานี่เพื่อเรียน ไม่ได้มาเพื่อผูกมิตรกับพวกแมวหมาไร้สังกัดที่ไหน”
หลี่อี้เชิงนึกไม่ถึงว่าเธอจะไม่ไว้หน้าเขาขนาดนี้ ชั่วขณะหนึ่งจึงทั้งอับอายทั้งโกรธ หน้าแดงก่ำ
