วันรุ่งขึ้น หลินกั๋วต้งมาถึงอาคารที่ทำการรัฐบาล เขาจงใจแวะไปดูห้องทำงานของหวังจื่อตงด้วย
แต่เมื่อเห็นว่าประตูปิดอยู่ เขาก็ขมวดคิ้วน้อย ๆ ก่อนหมุนตัวลงไปชั้นล่าง
“เสี่ยวลู่ นายกเทศมนตรีหวังล่ะ ยังไม่มาหรือ?”
ลู่อวี่สะดุ้ง เขาไม่ทันสังเกตเลยว่ามีคนเดินเข้ามาใกล้ เพราะช่วงเช้าตรู่เป็นเวลาที่สำนักงานพรรคและการปกครองยุ่งที่สุด
“ท่านเลขาหลิน... สวัสดีตอนเช้าครับ นายกเทศมนตรีหวังลงพื้นที่ไปตรวจงานตั้งแต่เช้าแล้วครับ ไปที่หมู่บ้านซิงว่าง”
มุมปากของหลินกั๋วต้งยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบาง ๆ อย่างไม่รู้ตัว
“งั้นก็ดี นายทำงานต่อเถอะ
ต่อไปถ้ามีเอกสารส่งมาให้ฉัน อย่าลืมส่งให้นายกเทศมนตรีหวังอีกชุดด้วย เข้าใจไหม?”
“เข้าใจครับ ท่านเลขาหลิน”
ลู่อวี่ไม่กล้าบ่นสักคำกับงานที่เพิ่มขึ้นกะทันหัน หลังตอบรับแล้วก็รีบก้มหน้าก้มตาเร่งงานต่อทันที
ขณะเดียวกัน เขาก็อดคิดในใจไม่ได้ว่า นายกเทศมนตรีหวังคงไม่ใช่เด็กเส้นจริง ๆ หรอกนะ เพิ่งมาไม่นานก็เริ่มถูกปั้นเสียแล้ว
ตอนนี้หวังจื่อตงขี่มอเตอร์ไซค์มาถึงหมู่บ้านซิงว่าง ระยะทางไม่ไกลนัก จากตัวเมืองใช้เวลาแค่สิบกว่านาที
เขาจอดรถแล้วเดินสำรวจไปรอบ ๆ
พื้นที่เพาะปลูกของหมู่บ้านมีพืชไม่มาก ส่วนใหญ่เป็นผักกาดขาวกับมันเทศจีน ดูแล้วเติบโตไม่ค่อยดีนัก คงปลูกไว้กินกันเอง
แถมยังปลูกห่าง ๆ กัน ไม่หนาแน่นเลย
บางพื้นที่ที่สูงหน่อยเริ่มเห็นหินโล่ง ๆ เพราะถูกน้ำฝนชะล้างมานานหลายปี
ระหว่างทางมีต้นไม้ให้เห็นประปราย นอกนั้นแทบทั้งหมดเป็นวัชพืช
ทันใดนั้น เขาก็เห็นชาวบ้านคนหนึ่งกำลังต้อนเป็ดสามตัว ความคิดหนึ่งพลันผุดขึ้นมา
