ครึ่งชั่วยามต่อมา ณ นอกห้องทรงพระอักษร ในพระราชวังต้าเซี่ย
เซียวเป่ยเย่ยืนอยู่ใต้บันไดหินหยกขาว พลางจัดปลายแขนเสื้อของชุดขุนนางลายงูหลาม ใบหน้าประดับรอยยิ้มมาตรฐานแบบเดียวกับตอนชาติก่อนที่ไปพบหัวหน้าเพื่อรายงานงาน
“กระหม่อมขอเข้าเฝ้าฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ”
ขันทีน้อยเข้าไปกราบทูล ไม่นานก็รีบวิ่งออกมาพร้อมรอยยิ้มกว้างและก้มตัวประจบ “ท่านอ๋อง ฝ่าบาททรงเชิญเสด็จเข้าไปพ่ะย่ะค่ะ”
เซียวเป่ยเย่พยักหน้าเล็กน้อย ก่อนก้าวข้ามธรณีประตูเข้าไป
ห้องทรงพระอักษรกว้างขวางกว่าที่เขาคิดไว้มาก ชั้นไม้รอบห้องเต็มไปด้วยหนังสือ แต่ส่วนใหญ่กลับวางเอียงกระเท่เร่ บนโต๊ะทรงงานนอกจากฎีกาแล้ว ยังมีขนมซิ่งฮวาเกือบครึ่งจานที่กินเหลือไว้
ข้างพระที่นั่งมังกรยังแขวนภาพวาดที่หมึกยังไม่แห้งดีอยู่ภาพหนึ่ง คนในภาพสวมชุดขาวพลิ้วไหว ดูมีสง่าราศีไม่ธรรมดา
โหเอ๊ย ฝ่าบาททรงวาดภาพเล่นในเวลางานด้วยหรือเนี่ย?
เซียวเป่ยเย่เลือกทำเป็นมองไม่เห็น แล้วค้อมกายคารวะ “กระหม่อมเซียวเป่ยเย่ ขอถวายบังคมฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ”
จักรพรรดิเซียวจิ่งเย่แห่งต้าเซี่ย พระเชษฐาของเขาในชาตินี้ อายุราวยี่สิบเจ็ดหรือยี่สิบแปดปี พระพักตร์คมคายสวมฉลองพระองค์มังกรสีเหลืองอร่าม ทรงกำลังทำโจทย์คณิตศาสตร์ขั้นสูงด้วยสีหน้าเจ็บปวด...เอ่อ ไม่ใช่สิ กำลังตรวจฎีกาต่างหาก
เนื้อหาในฎีกากล่าวว่า บุตรสาวภรรยาเอกของรองเสนาบดีกรมพิธีการฝ่ายซ้ายกับบุตรสาวอนุภรรยาของรองเสนาบดีฝ่ายขวาทะเลาะกันเรื่องปิ่นปักผมชิ้นหนึ่งในงานเลี้ยงครอบครัว ฝ่ายบุตรสาวภรรยาเอกผลักอีกฝ่ายจนล้มหน้าผากแตก ฮูหยินรองเสนาบดีฝ่ายขวาจึงร้องทุกข์ถึงฮองเฮา ฮองเฮาเลยให้จักรพรรดิตัดสินความ
เซียวจิ่งเย่ทรงอ่านจนปวดเศียรไปหมด จึงโยนฎีกาไปข้าง ๆ แล้วนวดขมับ ก่อนทอดพระเนตรเซียวเป่ยเย่
“น้องสิบสามมาแล้วหรือ? ไม่ต้องมากพิธี นั่งเถิด” เซียวจิ่งเย่ทรงยกพระหัตถ์ น้ำเสียงยังนับว่าสงบ “ได้ยินว่าเจ้าเพิ่งกลับจากจวนเสนาบดีโจวหรือ? อย่างไร ในใจไม่สบอารมณ์ เลยมาหาข้าระบายหรือ?”
พระองค์ทรงชิงเปิดประเด็นก่อน จะได้ไม่ต้องมานั่งเถียงกันทีหลัง
เซียวเป่ยเย่รีบยืดตัวขึ้น น้ำเสียงจริงใจ “เหตุใดฝ่าบาทจึงตรัสเช่นนั้นพ่ะย่ะค่ะ! กระหม่อมได้ยินเรื่องพระราชทานสมรสแล้ว ในใจก็มีแต่ความยินดี ไม่มีความขุ่นเคืองแม้แต่น้อยพ่ะย่ะค่ะ”
“คุณหนูโจวกับแม่ทัพเสิ่นต่างก็เป็นคู่สร้างคู่สม ฝีมือและรูปโฉมเหมาะสมกันดุจสวรรค์ลิขิต ฝ่าบาทพระราชทานสมรส นับเป็นวาสนาอันประเสริฐของใต้หล้าพ่ะย่ะค่ะ!”
เซียวจิ่งเย่ทรงชะงักไปอย่างเห็นได้ชัด
พระองค์นึกว่าน้องชายจะทำเหมือนทุกครั้ง ทุบโต๊ะถลึงตาแล้วตะโกนว่า “เสด็จพี่รังแกกันเกินไปแล้ว!” พระองค์เตรียมคำพูดไว้ปลอบอีกฝ่ายแล้วด้วยซ้ำ
ทำนองว่า “ข้าทำไปก็เพื่อเจ้า” “ฝืนเด็ดแตงยังไม่หวาน” “ไว้ข้าหาคนที่ดีกว่านี้ให้”
แต่ผลกลับเป็น...แค่นี้เองหรือ?
“เจ้า...คิดเช่นนั้นจริง ๆ หรือ?” เซียวจิ่งเย่ทอดพระเนตรอย่างเคลือบแคลง
“กระหม่อมมิได้กล่าวเท็จพ่ะย่ะค่ะ!” เซียวเป่ยเย่คำนับอีกครั้ง “ขอฝ่าบาททรงวินิจฉัย วันนี้กระหม่อมมาเข้าเฝ้า นอกจากจะมาแสดงความในใจแล้ว ยังมีเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งที่จะกราบทูลตามจริงต่อหน้าฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ”
พอได้ยินคำว่า “เรื่องสำคัญ” พระกรรณของเซียวจิ่งเย่ก็ขยับ พระวรกายโน้มมาข้างหน้าโดยไม่รู้ตัว ก่อนตรัสเสียงขรึม “เรื่องใด?”
เซียวเป่ยเย่หลุบตาลง ครุ่นคิดเล็กน้อยแล้วเงยหน้าขึ้น สีหน้าเปี่ยมความภักดีต่อแผ่นดิน “ฝ่าบาท กระหม่อมทราบดีว่า แม้ช่วงหลายปีมานี้แดนเหนือจะยังไม่มีศึกใหญ่ แต่การป้องกันชายแดนจะหย่อนยานแม้แต่วันเดียวก็ไม่ได้พ่ะย่ะค่ะ”
“ในฐานะอ๋องอันเป่ย ผู้พิทักษ์แดนเหนือ กระหม่อมวิตกกังวลทั้งกลางวันกลางคืน เกรงว่าจะทำให้ความไว้วางใจของฝ่าบาทต้องสูญเปล่า และละอายต่อเบี้ยหวัดที่ราชสำนักมอบให้พ่ะย่ะค่ะ”
เขาหยุดไปครู่หนึ่ง เห็นเซียวจิ่งเย่เริ่มพยักพระพักตร์ จึงกล่าวต่อ “ด้วยเหตุนี้ กระหม่อมจึงคิดอยู่เสมอว่าจะยกระดับกองทัพต้าเซี่ยให้ดียิ่งขึ้นได้อย่างไร โดยเฉพาะความสามารถในการตอบสนองอย่างรวดเร็วและการรบจริงของกองกำลังรักษาความปลอดภัยเขตเมืองหลวงพ่ะย่ะค่ะ”
เซียวจิ่งเย่ทรงชะงักไป
ความสามารถในการตอบสนองอย่างรวดเร็ว? การรบจริง? สองคำนี้ฟังดูแปลกใหม่ดี แต่พอออกจากปากน้องสิบสามพร้อมใบหน้าแบบนั้นแล้ว ทำไมมันถึงดูขัดกันชอบกลนะ?
เซียวเป่ยเย่กล่าวต่อ “ตำราพิชัยสงครามกล่าวไว้ว่า กองทัพไร้รูปแบบตายตัว เช่นเดียวกับสายน้ำไร้รูปร่างแน่นอน บ้านเมืองสงบสุขมานาน มักทำให้ผู้คนหย่อนยาน หากเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นจริง เกรงว่าจะรับมือไม่ทันพ่ะย่ะค่ะ”
เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนเข้าเรื่องสำคัญ “เพราะฉะนั้น กระหม่อมจึงได้จัดการทดสอบแรงกดดันด้านการป้องกันและฝึกซ้อมระดมกำลังรับมือเหตุฉุกเฉินในวงจำกัด...โดยยังไม่ได้รับพระบรมราชโองการจากฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ”
เซียวจิ่งเย่ “...”
พระองค์ทอดพระเนตรเซียวเป่ยเย่อย่างใสซื่อ ในดวงตาเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม
“ทดสอบ...อะไรนะ? ฝึกซ้อมหรือ?” เซียวจิ่งเย่ไม่ค่อยเข้าใจศัพท์สมัยใหม่พวกนี้นัก แต่ฟังดูเหมือนจะเก่งกาจเอาเรื่อง
“คืออย่างนี้พ่ะย่ะค่ะ” เซียวเป่ยเย่เปลี่ยนคำอธิบาย “กระหม่อมคัดทหารผ่านศึกชั้นยอดสามพันนายจากกองทัพชายแดนแดนเหนือ สั่งให้ลอบเดินทางไปยังแถบสันเขาเฮยเฟิงนอกเมืองหลวง เพื่อฝึกประจำการกลางแจ้งและซ้อมเคลื่อนกำลังในสภาพแวดล้อมจำลองเสมือนจริงพ่ะย่ะค่ะ!”
เขาเริ่มสับเปลี่ยนความหมาย แปลงคำว่า “ซุ่มโจมตี” เป็น “ฝึกประจำการและซ้อมรบ” แปลง “ฐานที่มั่นก่อกบฏ” เป็น “สนามฝึกซ้อม” และแปลง “เตรียมบุกโจมตีพระราชวัง” เป็น “ตรวจสอบความสามารถในการตอบสนองอย่างรวดเร็ว”
เมื่อเห็นสีหน้ามึนงงของพระเชษฐาจักรพรรดิ เซียวเป่ยเย่ก็เริ่มร่ายยาวอย่างคล่องแคล่ว
“จุดประสงค์ข้อแรกคือ ตรวจสอบความสามารถของกองกำลังชั้นยอดนี้ ทั้งการเคลื่อนทัพระยะไกลอย่างรวดเร็ว การเคลื่อนกำลังอย่างลับ ๆ และการเอาชีวิตรอดกลางแจ้งพ่ะย่ะค่ะ...”
“ข้อที่สองคือ จำลองสถานการณ์ที่เกิดศัตรูหรือความวุ่นวายขึ้นอย่างกะทันหันบริเวณรอบนอกเขตเมืองหลวง เพื่อดูว่ากองกำลังตอบสนองฉับไวจะระดมกำลังเข้าพื้นที่ วางกำลัง และควบคุมจุดยุทธศาสตร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงใดพ่ะย่ะค่ะ...”
“ข้อที่สามคือ อาศัยโอกาสนี้ตรวจสอบย้อนกลับว่า การเฝ้าระวังของทหารรักษาเมืองหลวง กองลาดตระเวนเขตเมืองหลวง ตลอดจนกองทหารรักษาพระราชวัง มีจุดบกพร่องในกลไกเฝ้าระวังและรับมือเหตุฉุกเฉินหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ!”
เซียวจิ่งเย่ทรงมึนงงไปทั้งพระองค์ พูดกันตามตรง พระองค์ไม่เข้าใจสักคำ
แต่กลับรู้สึกว่าน้องสิบสามผู้นี้คงกำลังทำเรื่องยิ่งใหญ่เอามาก ๆ แถมยังภักดีต่อฝ่าบาทและรักชาติสุดชีวิตอีกด้วย
นี่มันถูกต้องหรือ?! ไม่สิ นี่มันไม่ถูกต้องแล้ว!
น้องสิบสามผู้เอาแต่คลั่งรักสตรีจนสมองมีแต่เรื่องผู้หญิง เริ่มหันมาศึกษาเรื่องจริงจังพวกนี้ตั้งแต่เมื่อไรกัน?
แต่ถึงอย่างไร เซียวจิ่งเย่ก็ขึ้นครองราชย์มาหลายปี พระองค์จึงจับใจความสำคัญได้อย่างรวดเร็ว
น้องสิบสามลอบเคลื่อนกำลังพลเข้ามาในเมืองหลวง แถมยังเป็นทหารชั้นยอดถึงสามพันนาย...
แต่ปัญหาคืออีกฝ่ายเป็นคนมาบอกพระองค์เอง แถมยังอ้างจุดประสงค์ว่าทำเพื่อราชบัลลังก์และแผ่นดินของพระเชษฐา เพื่อยกระดับการป้องกันเมืองหลวงอีกต่างหาก?
ถึงอย่างนั้น ไม่ว่าจะพูดอย่างไร การเคลื่อนกำลังพลโดยพลการก็เป็นความผิดร้ายแรง! หากเขาคิดก่อกบฏขึ้นมาจะทำอย่างไร?
“เจ้า...เคลื่อนทหารสามพันนายไปชานเมืองหรือ?” เซียวจิ่งเย่ทรงตบโต๊ะแล้วตรัสตำหนิ “เซียวเป่ยเย่! เจ้ารู้หรือไม่ว่านี่คือ...”
“กระหม่อมมีความผิดพ่ะย่ะค่ะ!” เซียวเป่ยเย่รีบรับคำ สีหน้าสำนึกผิดอย่างยิ่ง แฝงความเจ็บปวดอยู่เล็กน้อย
เขาชิงคุกเข่าลงก่อนอย่างฉับไว ท่าทางเด็ดขาด ใบหน้าเขียนไว้ชัดเจนว่า ‘ข้าผิด แต่ที่ผิดก็มีเหตุผล’
“กระหม่อมไม่ได้กราบทูลขออนุญาต กลับเคลื่อนกำลังพลเข้าใกล้เมืองหลวงโดยพลการ นี่เป็นความผิดมหันต์พ่ะย่ะค่ะ!”
“ตอนนั้นกระหม่อมคิดแต่จะผลักดันโครงการทดลองปรับปรุงการป้องกันให้เร็วที่สุด เพื่อแบ่งเบาภาระของฝ่าบาทและบุกเบิกแนวทางให้ราชสำนัก กลับมองข้ามความสำคัญของการทำตามขั้นตอน จึงทำผิดพลาดอย่างร้ายแรงเพราะยึดติดกับประสบการณ์ของตนเอง! กระหม่อมยินดีรับโทษทุกประการจากฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ!”
เขายอมรับผิดก่อน แต่การยอมรับผิดครั้งนี้ก็มีเคล็ดลับอยู่เหมือนกัน
ฉันยอมรับผิด แต่รับแค่ “ผิดขั้นตอน” ไม่ยอมรับว่า “เจตนาผิด” เด็ดขาด
เจตนาของฉันดี ก็แค่อยากแบ่งเบาภาระคุณ อยากบุกเบิกแนวทางให้ราชสำนัก แค่มีจุดบกพร่องเล็กน้อยตรงขั้นตอนว่า “จะทำอย่างไร” เท่านั้นเอง
แปลเป็นภาษาคนทำงานก็คือ: หัวหน้าครับ ผมจัดการเรื่องนี้ไปแล้ว ผลลัพธ์ก็ไม่เลว แค่ไม่ได้แจ้งให้ทราบล่วงหน้า ผมจะทบทวนตัวเอง คราวหน้าจะทำตามขั้นตอนแน่นอน
