ภาพที่ปรากฏในห้องตอนนี้คือ สวี่ฮุ่ยหยุนยืนเท้าเอวพูดฉอด ๆ อยู่ตรงนั้นเสียยืดยาว ส่วนคนอื่น ๆ นั่งบนเก้าอี้เตี้ย ก้มหน้าก้มตากินเนื้อกับแผ่นแป้งข้าวโพดกันเงียบ ๆ
เฉิงอิงสรุปคำพูดของน้าสามแทนทุกคนให้ว่า มีใจความเดียว คือจะหย่ากันส่ง ๆ แบบนี้ได้อย่างไร ไม่คิดถึงผลกระทบที่จะตามมาบ้างหรือ
น้าสามเริ่มพูดถึงพี่น้องสามคน จากนั้นก็พูดถึงสวี่ฮุ่ยเฟิน แล้วจากสวี่ฮุ่ยเฟินก็โยงไปถึงตระกูลหลัวของตัวเอง รวมถึงผลเสียที่จะส่งไปถึงบ้านพี่ใหญ่กับบ้านพี่รอง
สวี่ฮุ่ยเฟินเอาแต่คิดถึงความสะใจชั่ววูบของตัวเอง ไม่สนใจคนอื่นเลยสักนิด กระทั่งลูกชายลูกสาวของตัวเองก็ยังลืมไปเสียสนิท
ลินจวนกับลินเหว่ยไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้ ลินจวนพูดเสียงเบาว่า “ฉันเห็นด้วยนะ แม่หย่ากับลุงเฉิงก็ดีแล้ว”
ลินเหว่ยพูดเสียงดังขึ้นหน่อย “น้าสามครับ พวกเราสนับสนุนการตัดสินใจของแม่”
สวี่ฮุ่ยหยุนโมโหจนแทบคลั่ง พูดเสียยืดยาวจนปากแห้ง นี่เธอพูดไปทั้งหมดเพื่อใครกัน?
“แม่พวกเธอสติเลอะเลือนไปแล้ว พวกเธอก็จะเลอะเลือนตามไปด้วยหรือไง?”
เธอชี้ไปทางลินจวน “อย่างเธอนี่ไง อายุขนาดนี้ก็ต้องเริ่มดูตัวแล้ว เธอลองบอกมาสิว่า บ้านไหนรู้เรื่องแม่เธอแล้วจะยังยอมดูตัวกับเธอ?”
จากนั้นก็ชี้ไปทางลินเหว่ย “แล้วเธออีกคน จะมีผู้หญิงดี ๆ ที่ไหนยอมแต่งเข้าบ้านนี้? หรือว่าโตไปจะต้องหาคนหน้าตาขี้ริ้วขี้เหร่?”
สุดท้ายเธอก็เหลือบมองคนที่สาม ซึ่งก็คือเฉิงอิง แล้วตะโกนว่า “เฉิงอิง เธอลองพูดมาสิว่าที่น้าสามพูดมีเหตุผลไหม”
เฉิงอิงเงยหน้าขึ้นมองสวี่ฮุ่ยหยุนเสียที พลางนึกสงสัยอย่างยิ่งว่าตกลงใครกันแน่ที่สติเลอะเลือน
เฉิงอิงถามอย่างอยากรู้ว่า “น้าสามคะ ที่จริงสิ่งที่น้ากังวลที่สุดคือเรื่องที่แม่หย่าแล้วจะทำให้ตระกูลหลัวดูแคลนตระกูลสวี่ แล้วพลอยดูแคลนน้าสามไปด้วย ใช่ไหมคะ?”
