ตอนที่ 9
ต่างจากครั้งก่อน ๆ ที่เรื่องจบลงอย่างเงียบเชียบ คราวนี้บ้านเฉิงกลับวุ่นวายใหญ่โต
หลายวันต่อมา ภายในบ้านเฉิงจึงตกอยู่ในบรรยากาศประหลาดของสงครามเย็น
บรรยากาศเช่นนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อเฉิงอิงมากนัก ขอแค่ได้กินดีอยู่ดี เธอก็ไม่ต้องกังวลเรื่องอื่นแล้ว
สงครามเย็นเกี่ยวอะไรกับเธอด้วยล่ะ?
กลางวันเธอแบ่งขนมกับเล่าเรื่องสนุก ๆ ระหว่างเพื่อนร่วมชั้นให้จางเหมิงเยว่ฟัง พอกลับบ้านตอนค่ำก็เป็นเด็กดี ตั้งใจทำการบ้านและทบทวนบทเรียน
แต่กระต่ายป่าที่เก็บไว้ในมิติพื้นที่จะปล่อยทิ้งไว้เฉย ๆ ไม่ได้ ทุกครั้งที่เห็นมันนอนอยู่ในมิติพื้นที่ เฉิงอิงก็อดน้ำลายสอไม่ได้
อดทนอยู่สองวัน ในที่สุดก็ทนไม่ไหวเสียแล้ว บ่ายวันนี้เลิกเรียนเร็ว เฉิงอิงร่ำลาจางเหมิงเยว่เสร็จก็วิ่งปรู๊ดไปยังป่าละเมาะที่อยู่ไกลจากซากปรักหักพังออกไปอีก
รอบด้านไม่มีใคร เฉิงอิงจึงหยิบกระต่ายป่าออกมาจากมิติพื้นที่
น่าประหลาดใจ กระต่ายป่ายังคงเหมือนตอนที่เธอเพิ่งโยนมันเข้าไปในมิติพื้นที่วันนั้นทุกประการ แม้แต่ตัวยังอุ่นอยู่เล็กน้อย
ดีจริง ๆ นี่แสดงว่าเวลาในมิติพื้นที่หยุดนิ่ง ตอนเข้าไปเป็นอย่างไร ตอนออกมาก็เป็นอย่างนั้น
เฉิงอิงจัดการถลกหนังกระต่ายอย่างคล่องแคล่ว นำหนังกับเครื่องในไปฝังไว้ แล้วล้างเนื้อกระต่ายให้สะอาดตรงแหล่งน้ำ จากนั้นก็หาฟืนแห้ง หยิบไม้ขีดมาจุดกองไฟ แล้วเริ่มย่างเนื้อกระต่าย
เพื่อไม่ให้เนื้อกระต่ายเสียเปล่า ตอนเที่ยงเฉิงอิงจึงตั้งใจกลับบ้านไปเที่ยวหนึ่ง เอามีดกับเกลือติดมาด้วย
เธอเสียบกระต่ายทั้งตัวไว้บนกิ่งไม้ แล้วค่อย ๆ หมุนกิ่งไม้ด้วยความอดทน พยายามให้เนื้อกระต่ายได้รับความร้อนอย่างทั่วถึง
ระหว่างย่าง กลิ่นหอมของเนื้อก็ลอยฟุ้งออกมา เฉิงอิงแทบจะน้ำลายไหลอีกครั้ง
เธอเช็ดมุมปาก จ้องเนื้อกระต่ายที่เริ่มเหลืองเกรียมด้วยแววตาร้อนแรงกว่าเดิม
ในที่สุดเมื่อเห็นว่าเนื้อกระต่ายสุกแล้ว เฉิงอิงก็ไม่สนใจว่ามันจะร้อน ฉีกเนื้อกระต่ายโยนเข้าปากไปพลาง เป่าปากซู้ดซ้าดไปพลางเคี้ยวเนื้อกระต่าย
