เฉิงเฉียงคิดว่าสวี่ฮุ่ยเฟินไปบ่นกับพี่น้องทางบ้านเกิด ถึงได้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นในวันนี้
เขาไม่พอใจอยู่ในใจ แต่ไม่อยากแสดงออกทางสีหน้า “เดี๋ยวฉันจะคุยกับเจี้ยนชางกับเหมย์หัวสองพี่น้องให้ดี ต่อไปทุกคนต้องช่วยกันทำงานบ้าน”
สวี่โหย่วเหลียงหัวเราะเยาะ จะพูดก็พูดไปนานแล้ว นี่โตเป็นผู้ใหญ่กันหมดแล้ว ยังไม่รู้จักเอาเรื่องเอาราวอีก
แต่ตระกูลสวี่ก็ขี้เกียจช่วยบ้านเฉิงอบรมลูก “นั่นเป็นแค่ความคิดของคุณฝ่ายเดียว เห็น ๆ อยู่ว่าลูกสะใภ้กำลังจะเข้าบ้านแล้ว ได้ยินมาว่าทางบ้านของว่าที่ลูกสะใภ้ไม่ชอบแม่เลี้ยงอย่างฮุ่ยเฟินอยู่แล้ว ในเมื่อฮุ่ยเฟินเป็นใหญ่ในบ้านไม่ได้ งั้นก็แยกกันอยู่เถอะ ต่อไปก็ยกบ้านนี้ให้ลูกสะใภ้ของคุณเป็นใหญ่ไปเลย”
เฉิงเฉียงตกตะลึงเป็นรอบที่สอง “อะไรนะ?”
เขาได้ยินอะไรนะ?
แยกกันอยู่หมายความว่าอะไร?
เฉิงเฉียงมองสวี่โหย่วเหลียง แล้วหันไปมองสวี่ฮุ่ยเฟินที่นั่งก้มตาอยู่ข้าง ๆ ก่อนถามจากใจ “ฮุ่ยเฟิน คุณหมายความว่ายังไง?”
ในที่สุดสวี่ฮุ่ยเฟินก็เงยหน้าขึ้นมองเขาตรง ๆ “ก็หมายความตามที่พี่รองฉันพูดนั่นแหละ เราหย่ากันเถอะ”
คำว่า “หย่า” ดังก้องราวกับฟ้าผ่าลงกลางหัวเฉิงเฉียง เขาผุดลุกขึ้นยืน ใบหน้าแดงก่ำทันที “ฉันไม่ยอม!”
สวี่ฮุ่ยเฟินไม่โกรธ เธอคาดการณ์สถานการณ์ตอนนี้เอาไว้แล้ว อย่างไรเสีย ใครจะยอมปล่อยแม่บ้านที่ซักผ้าทำกับข้าวให้ฟรี ๆ ไปกันล่ะ
สวี่ฮุ่ยเฟินพูดว่า “ฉันไม่อยากจัดการเรื่องแต่งงานให้ลูกทั้งสองคนของคุณ เดี๋ยวจะเหนื่อยเปล่าแล้วยังไม่ได้ดี อีกอย่างก็ไม่อยากคอยปรนนิบัติลูกสะใภ้ในอนาคตของคุณ ต่อไปยังต้องเลี้ยงลูกทำกับข้าวให้พวกเขาอีก
เฉิงเฉียง ตอนนี้ไม่ใช่เรื่องที่คุณจะยอมหรือไม่ยอมแล้ว ยังไงฉันก็เอาห้องโถงข้างที่อยู่ติดกันไปแลกเปลี่ยนแล้ว ของที่เป็นของฉันในบ้านนี้ก็ขนออกไปหมดแล้ว
ตอนนี้แค่มาบอกคุณ ให้ย้ายของออกจากห้องโถงข้างห้องนั้นเสีย ทางสำนักงานเขตคงจัดคนเข้ามาอยู่ในไม่ช้า”
