เขาแทบจะยกคนขึ้นมาหิ้วทั้งตัว ชั่วพริบตาก็เหลือเพียงแผ่นหลังรีบร้อนสองร่างให้ชิงมองตาม
ชิงสงสัยยิ่งนัก เดินไปใต้ต้นไม้ ถามม่อและซื่อว่า “เหยียนเป็นอะไรไป”
ม่อยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย พูดเรียบ ๆ ว่า “ไม่มีอะไร พวกนั้นเล่นกันอยู่”
ซื่อกลั้นหัวเราะจนท้องคัดท้องแข็ง เสริมว่า “เหยียนน่ะชอบผูกมิตรยิ่งนัก”
ถึงชิงจะรู้สึกชอบกลอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้คิดมาก ตอนนี้เขามีเรื่องต้องทำอีกหลายอย่าง ระยะนี้ยุ่งมากทีเดียว
หลังจากเหยียนกับหนุ่มมนุษย์สัตว์ได้ประลองฝีมือกันอย่างฉันมิตรแล้ว ก็ซึมเศร้าเดินคอตกกลับถ้ำของตน ตลอดทาง ราวกับมีเมฆดำหางย้อยลอยอยู่เหนือหัว
หนุ่มมนุษย์สัตว์เอามือคลึงไหล่ เจ็บจนเขี้ยวกัดฟันยิ้ม ทั้ง ๆ ที่ตกลงกันว่าเป็นการซ้อมมือก่อนออกล่า แต่กลับถูกทำเหมือนเป็นอสูรร้องมอ หมัดหนักอัดเข้าเนื้อ เตะขาเข้ามาราวกับผูกหินไว้ แข็งโป๊ก
คราวนี้เหยียนปลอบใจตัวเองไม่หายอีกแล้ว ไม่ยอมกินข้าวอีก พอเข้าถ้ำก็ล้มตัวลงบนเตียง ห่มผ้าห่มหนังสัตว์ ขดตัวเป็นก้อนกลม
อี้ค่อนข้างเป็นห่วง “คงไม่ได้ป่วยหรอกนะ ดูซึม ๆ ยังไงก็ไม่รู้”
เฟิงพูดหยอกว่า “วางใจเถอะ ถ้าเขาป่วยจริง ป่านนี้คงวิ่งไปร้องออดอ้อนออเซาะต่อหน้าชิงแล้ว”
เหยียนสะบัดผ้าห่มผวาโพล่งอย่างเคือง ๆ ว่า “ข้าจะนอนแล้ว!”
เฟิงมองท่าทางงุ่นง่านของเขา รู้สึกแต่ว่าน่าสนใจ ไฟสอดรู้สอดเห็นในใจลุกโชนขึ้นอีกครั้ง
จึงแสร้งเดินเล่นเรื่อยเปื่อยมาถึงบ้านตระกูลชิง พูดอ้อมค้อมถามหยั่งเชิงดู แต่ชิงผู้ว่านอนสอนง่ายกลับไม่รู้เรื่องอะไรเลยสักนิด ยังฝากเฟิงนำผลเบอร์รี่ห่อหนึ่งไปให้เหยียนกินอีก
