ไป๋เจ๋อซาวน้ำล้างข้าวอยู่หลายรอบ จากนั้นก็ใส่พุทราจีนกับมันหวานลงไปในหม้อหิน เติมน้ำแล้วตั้งไฟต้มพร้อมกัน
เจว๋ยนั่งเติมฟืนอยู่ข้าง ๆ ม่อเองก็ไม่ว่าง เด็ดหอมป่ามาบ้าง กระเทียมมาบ้าง
ไป๋เจ๋อหั่นเนื้ออสูรงุ่นง่านเป็นชิ้นบาง ๆ หมักกับเกลือ พริกไทยเสฉวน และน้ำขิงหอมป่าอย่างง่ายไว้สักครู่
ตั้งกระทะใส่น้ำมัน ใส่กระเทียมกับพริกลงไปผัดให้หอม ตามด้วยเนื้ออสูรงุ่นง่านลงไปผัดเร็ว ๆ ใส่หอมป่าลงไปกำใหญ่ ไม่นานจานร้อน ๆ หอมฉุยก็ออกมาจากกระทะ
ม่อกับเจว๋ยต่างก็ชะเง้อคอมองเข้าไปในจานพร้อมกัน แล้วกลืนน้ำลาย
ไป๋เจ๋อโยนมันฝรั่งกับมันหวานลงในกองไฟอีกสองสามหัว จากนั้นก็ทอดเนื้อสันนอกของอสูรร้องมออีกสองสามชิ้น
เมื่ออาหารทั้งหมดถูกยกขึ้นโต๊ะ บรรยากาศนั้นราวกับไม่ได้อยู่ในถ้ำยุคโบราณ แต่อยู่ในร้านอาหารธีมถ้ำโบราณแห่งหนึ่งในยุคปัจจุบัน
สำหรับไป๋เจ๋อ สิ่งที่เย้ายวนที่สุดคือหม้อโจ๊กนั่น ต้มได้ข้นพอดี นุ่มเปื่อยหวานอร่อย
เขาคิดถึงรสชาตินี้แทบตาย
เจว๋ยได้ชิมเป็นครั้งแรก เขาลองกัดคำหนึ่ง ดวงตาพลันเบิกกว้าง
สิ่งที่อยู่ในถ้วยมีรสหวานนุ่มละมุน
เขายกซดอีกสองอึกใหญ่ เลียจนมุมปากสะอาดเกลี้ยง
ม่อเห็นเจว๋ยกินได้เอร็ดอร่อย ก็เลยลองชิมบ้าง ถึงกับตกตะลึง ไม่คิดว่าสิ่งที่เรียกว่า “ข้าว” นี้เอามาต้มน้ำซุปแล้วจะอร่อยได้ถึงเพียงนี้
แล้วเนื้อสัมผัสยังนุ่มเปื่อย ขนาดลูกอ่อนที่เพิ่งเกิดยังกินได้
