“ความรักไม่จำเป็นต้องคิด” ชื่อพูด “เจ้าลังเลแล้ว”
“เพราะงั้น อยู่ที่นี่เถอะ”
ไป๋เจ๋อเงยหน้า จ้องมองชื่อนิ่ง แทบจะเป็นปฏิกิริยาโต้ตอบโดยไม่รู้ตัว “ข้าไม่ขออยู่ต่อ”
ไกลออกไป ร่างหนึ่งที่คุ้นตากำลังก้าวเท้ามาอย่างรีบเร่ง
ชื่อยิ้มอย่างเสียดาย แต่ก็ยังรักษาสัญญาโดยก้มลงกระซิบข้างหูไป๋เจ๋อ
“ความลับของม่อคือ——”
“ตอนเด็ก ๆ ก้นเขาเคยถูกสัตว์เขี้ยวแหลมกัด น่าจะยังมีแผลเป็นอยู่”
พูดจบก็กระโดดลงทะเลหลบภัยฉุกเฉิน เขาไม่อยากลองชกกับหมัดของม่อ ไม่ใช่ว่าสู้ไม่ได้ แต่ก็เพราะอีกฝ่ายชอบเล็งไปที่หน้าเป็นที่สุด ทุกครั้งที่ตีจบยก หน้าตาก็ดูไม่ได้เลย
ไป๋เจ๋อ “……”
ตอนม่อวิ่งมา หน้าผากมีเหงื่อมากมาย
ไป๋เจ๋อยื่นมือไปซับเหงื่อให้เขา มองสบตาที่เต็มไปด้วยความกังวลของม่อ แล้วจู่ ๆ ก็หัวเราะออกมา “ข้าไม่เป็นไร ไม่ต้องห่วง”
“พวกเรากลับกันเถอะ”
ม่อรู้ว่าชื่อสารเลว แต่ก็ยังถือว่าเป็นปลาที่มีเส้นจริยธรรมอยู่บ้าง จึงกวาดตามองผิวทะเลอย่างเย็นชา แล้วก็จูงมือไป๋เจ๋อกลับไป
สายตาของไป๋เจ๋อมองตามลงไป มือของม่อร้อนมาก
ที่นอนพักถูกจัดเตรียมเรียบร้อยแล้ว พวกมนุษย์สัตว์ก็ไม่เรื่องมาก เบียดเสียดรวมกัน นอนหลับสบาย
“ซีกับเจว๋ยล่ะ”
“อยู่ที่เหยียนนั่น”
สายตาของไป๋เจ๋อถูกเปลือกหอยที่แขวนอยู่บนผนังดึงดูดไป พวงแล้วพวงเล่าราวกับกระดิ่งลม ตรงกลางยังตกแต่งด้วยหินหลากสี
ตอนขามา เขาก็สังเกตเห็นแล้วว่าเผ่ามนุษย์ปลาชอบสวมเครื่องประดับมาก ทั้งบนศีรษะ คอ ข้อมือ หรือแม้แต่หน้าอกก็ยังทาสีต่าง ๆ แวววาว
