บทที่ 7 ไก่อ่อนตีกัน
วันที่ 10 เดือน 10 ปีเสียนเฟิงที่ 11
หลิวเหวินเจ๋อสะดุ้งตื่นจากความเหนื่อยล้าอันพร่าเลือน ปลายนิ้วรีบแตะลำคอเป็นสิ่งแรก!
โชคดีที่ศีรษะยังตั้งอยู่บนบ่าอย่างมั่นคง!
ดูท่าเมื่อคืนเฉิงลู่ผู้นั้นก็ยังไม่กล้าฉวยโอกาสบุกค่ายยามวิกาลอยู่ดี
เพิ่งลุกนั่ง ก็เห็นหมิงรุ่ยเปิดม่านเดินเข้ามา ใต้ตาดำคล้ำเป็นวง รอยช้ำหนักหนาราวกับถูกชกมาหมัดหนึ่ง มองปราดเดียวก็รู้ว่าอดหลับอดนอนมาทั้งคืน
“ใต้เท้า”
เสียงของหมิงรุ่ยแฝงความเหนื่อยล้าจนปิดไม่มิด
“เมื่อคืนหน่วยสอดแนมค้นพื้นที่โดยรอบจนทั่วแล้ว แม้แต่มูลม้าสักก้อนของกองทัพเฉิงลู่ก็หาไม่พบ หรือว่า... หรือว่าเจ้าคนนั้นจะอ้อมไปเมืองหลวงจริงๆ?”
ถ้อยคำนี้ราวกับก้อนหินที่ฉุดหัวใจหลิวเหวินเจ๋อให้ดิ่งลงสู่ก้นเหวในพริบตา
เขากำหมัดเดินวนไปมาในกระโจม พื้นรองเท้าบดขยี้พรมขนสัตว์ ความคิดในสมองปั่นป่วนไปหมด ครู่ใหญ่จึงข่มความตื่นตระหนก บังคับตนให้สงบลง
“ส่งหน่วยสอดแนมทั้งหมดของเราออกไป! ทุกระยะ 10 ลี้ตั้งจุดตรวจ ทุกระยะ 5 ลี้ตั้งยาม ค้นพื้นที่ในรัศมี 50 ลี้นี้ให้ทั่วทุกซอกทุกมุม ต้องขุดร่องรอยกองทัพใหญ่ของเฉิงลู่ออกมาให้ได้!”
เขาชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวเสริมราวกับกำลังปลุกใจตนเอง
“เมืองหลวงมีกำแพงสูงคูเมืองลึก ต่อให้เขาไปถึงใต้กำแพงเมืองจริง ทหารกองธงทั้งแปดที่ประจำการอยู่ก็ปิดเมืองตั้งรับอย่างเหนียวแน่น เขาบุกเข้ามาไม่ได้หรอก! ถึงตอนนั้นเรารวบรวมทัพบุกโจมตีจากด้านหลัง ก็ยังทำให้พวกเขาตั้งตัวไม่ทันได้!”
หมิงรุ่ยฟังแล้วไม่กล้าชักช้า หันหลังออกจากกระโจมไปจัดการเรื่องหน่วยสอดแนมทันที
ภายในกระโจมเหลือเพียงหลิวเหวินเจ๋อคนเดียว เขาร้อนรนจนริมฝีปากพองเป็นแผล ฝีเท้าไม่ยอมหยุดนิ่ง
มาถึงขั้นนี้แล้ว ทำได้เพียงเสี่ยงเดิมพันสักครั้ง
เขาหยิบตำราพิชัยสงครามออกมา สั่งทหารเร่งสร้างแนวป้องกันไปพลาง รอข่าวจากหน่วยสอดแนมไปพลาง
รออยู่เช่นนั้นจนพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า
