“ฉัน...เหรอ?” เสิ่นอันเยว่มั่นใจในความรู้เรื่องมารยาทของตัวเองมาก
เพราะได้รับการอบรมมาตั้งแต่เด็ก เธอจึงชำนาญเป็นอย่างดีอยู่แล้ว
แต่ก่อนเสิ่นอันเยว่เคยได้รับการสอนจากพี่เลี้ยง ค่อย ๆ ซึมซับจนรู้ว่าท่าทางบางอย่างจำเป็นต้องสอนด้วยการจับมือทำ
แต่พอนึกถึงภาพตัวเองยืนอยู่ด้านหลังพี่สาว แล้วลงมือช่วยปรับท่าทางให้ เสิ่นอันเยว่ก็รู้สึกเลือดสูบฉีดขึ้นหน้า หายใจติดขัด
“อันเยว่ ทำไมหน้าแดงขนาดนั้นล่ะ?” เฉิงอี้อีนั่งอยู่ข้างเสิ่นอันเยว่ ส่วนคนที่นั่งตรงข้ามย่อมเป็นเสิ่นจิงเฉิน
ต่อหน้าพี่ชาย เฉิงอี้อีกลับไม่หลบเลี่ยงแม้แต่น้อย เธอยกมือขึ้นประคองใบหน้าเสิ่นอันเยว่
จากนั้นก็เอียงตัวเล็กน้อย ขยับริมฝีปาก... ไม่สิ ขยับหน้าผากเข้าไปแตะเบา ๆ
ปลายนิ้วที่เย็นนิด ๆ สัมผัสใบหน้า ความรู้สึกนั้นทำให้เสิ่นอันเยว่เกิดอารมณ์บางอย่างที่บอกไม่ถูก
เฉิงอี้อีขยับเข้าไปใกล้อีกครึ่งนิ้ว หน้าผากของทั้งสองแตะกันแผ่วเบา
เสิ่นอันเยว่ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่ สมองเหมือนว่างเปล่า ร่างทั้งร่างแข็งทื่ออยู่กับที่ แต่กลับหาเศษเสี้ยวของการต่อต้านไม่พบเลย
“ไม่ได้เป็นไข้นี่นา”
เฉิงอี้อีรู้สึกว่าหน้าผากของเสิ่นอันเยว่ไม่ร้อน แต่ฝ่ามือกลับสัมผัสได้ชัดเจนว่าอุณหภูมิบนแก้มของเธอผิดปกติ ทั้งยังแดงระเรื่อไม่หยุด
“แอร์ในห้องนี้เย็นเกินไปหรือเปล่า?”
“ฉันแค่กินของเผ็ดเข้าไป!” เสิ่นอันเยว่รีบคว้ามือเฉิงอี้อีแล้วเลื่อนออก “เดี๋ยว... อีกสักพักก็หาย...”
“อย่างนั้นก็ดีแล้ว” น้ำเสียงของเฉิงอี้อ่อนโยน เห็นได้ชัดว่าเธอเอ็นดูเสิ่นอันเยว่ราวกับน้องสาวจริง ๆ
“ฉันนึกว่าเธอเหนื่อยมากจากช่วงบ่ายนี้ เหงื่อออกแล้วจู่ ๆ ก็เข้ามาอยู่ในที่อากาศเย็นเพราะเปิดแอร์ ร่างกายเลยปรับตัวไม่ทันเสียอีก”
