หลังจากเก็บกระเป๋าเรียบร้อย เฉิงอี้อีก็เตรียมออกเดินทาง
เพราะเธอไม่ชอบยืดเยื้อ ถ้ามีเรื่องอะไรควรจัดการให้เสร็จเร็วเป็นสไตล์ของเธอ
“พ่อ แม่ ไม่ไปด้วยกันเหรอ?”
“พวกเราไม่ไปดีกว่า” ผู้เป็นแม่ตอบ “ถึงในโทรศัพท์จะเชิญพวกเราด้วย แต่ยังไงพ่อกับแม่ก็เป็นคนนอก”
“พ่อก็ไม่ได้ตั้งใจจะไป พ่อต้องทำงาน” พ่อเองก็ตอบเสริม “การออกไปไกลครั้งนี้ก็ถือเป็นการฝึกความสามารถในการพึ่งพาตัวเองของลูกพอดี”
“เข้าไปอยู่ในตระกูลเสิ่นแล้ว ลูกลองทำความรู้จักกับเสิ่นอันเยว่ดูหน่อย เธอดูจะเป็นลูกสาวแท้ๆ ของพ่อ ถ้ามีโอกาสก็ถ่ายรูปกลับมาหน่อย พ่ออยากเห็นหน้าเธอเหมือนกัน”
“อืม ได้ค่ะ”
ถึงจะรับปากไป แต่ในใจของเฉิงอี้อีก็ไม่มั่นใจเลย
เพราะเท่าที่เธอรู้ เด็กผู้หญิงรวยๆ ส่วนใหญ่นิสัยไม่ดี และถูกเลี้ยงดูอย่างตามใจตั้งแต่เด็ก คุยด้วยยาก
ยิ่งไปกว่านั้น เสิ่นอันเยว่เป็นลูกสาวคนเดียวของตระกูลเสิ่น และยังมีพี่ชายอีกสามคน ถือว่าเป็นดั่งไข่ในหินที่ถูกทะนุถนอมมาตลอด
อีกอย่างเธอเคยอ่านข่าว และพอเข้าใจคร่าวๆ เกี่ยวกับเรื่องราวของตระกูลใหญ่ในปักกิ่งพวกนั้น
ว่ากันว่า มีคนไปตามตื๊อเสิ่นอันเยว่แค่ไม่กี่นาที ก็ถูกพี่ชายของเธอทุบขาหักทั้งสองข้าง...
คิดถึงตรงนี้ เฉิงอี้อีก็อดสั่นสะท้านไม่ได้
“เวลาไม่ค่อยมากแล้ว ไปเถอะ”
แม่เอ็นดูลูบหัวเธอ พูดว่า “เดี๋ยวจะมีคนมารับลูกที่หน้าบ้าน แล้วขึ้นเครื่องบินไป...”
ผู้เป็นแม่เริ่มบ่นยืดยาว
ย้ำเรื่องควรระวังมากมาย
และเตือนเฉิงอี้อีว่าอย่าไปหลงเสน่ห์ผู้ชายข้างนอกเด็ดขาด ผู้ชายหลายคนก็คือภูตผีที่คอยหลอกลวง
แต่ผู้เป็นแม่คนนี้ไม่ได้ตระหนักว่า เธอไม่ได้ย้ำให้ลูกสาวรักษาระยะห่างจากลูกสาวตัวเอง (ประโยคนี้ถ้ามองเผินๆ ดูมีปัญหา แต่พอมองละเอียด...
ยิ่งกว่ามองเผินๆ อีก)
ไม่นาน พ่อก็ได้รับสายโทรศัพท์จากเบอร์เดิมอีกครั้ง
คุยกันไม่กี่ประโยค เขาก็เก็บมือถือ “ออกไปได้แล้ว มีคนมารอรับลูกอยู่ข้างล่างแล้ว”
เฉิงเฉิงหย่วนไม่ได้สงสัยความจริงใจของอีกฝ่าย เพราะเมื่อกี้เองในบัตรธนาคารในมือถือก็มีเงินโอนเข้ามาก้อนใหญ่อย่างไม่รู้ที่มา
ตอนที่คุยกันเมื่อสักครู่ อีกฝ่ายก็ระบุว่า นี่คือเงินค่าเลี้ยงดูของเฉิงอี้อี
นี่ไม่ใช่การตัดขาดความสัมพันธ์ครอบครัว แต่เป็นเพียงการแสดงความขอบคุณเท่านั้น
...
“นี่อะไรนะ รถเปิดประทุนหรือ?”
เฉิงอี้อีหันไปสบตากับชายแปลกหน้าข้างรถพอดี
“คุณหนูครับ” หลี่จือเหิงเคยดูรูปของเธอมาก่อน จึงจำคนตรงหน้าได้ทันที
เขาเดินเข้ามาพินิจพิจารณาแล้วพยักหน้าเล็กน้อย จากสีหน้าบ่งบอกว่าเขาพอใจมาก
“คุณกับท่านชายและท่านผู้หญิงมีส่วนที่คล้ายกันอยู่ 3 ส่วน อย่างนี้ก็น่าจะไม่มีอะไรผิดพลาดแล้ว”
“อ้อ ใช่แล้ว”
“ผมชื่อหลี่จือเหิงครับ”
“ทำหน้าที่เป็นพ่อบ้าน”
“ตารางการเดินทางต่อไปของเราคือไปสนามบินส่วนตัว แล้วบินตรงไปปักกิ่งเลยครับ”
“คุณหนูมีธุระอะไรที่ค้างอยู่หรือเปล่าครับ?”
“ถ้ามี ผมจะไปเป็นเพื่อนคุณก็ได้”
“แต่หวังว่าคุณจะอย่าใช้เวลามากเกินไป เพราะไม่งั้นไปถึงปักกิ่งแล้วจะมีบางเรื่องจัดการไม่เสร็จ”
พ่อบ้านหลี่พูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ปฏิบัติต่อเฉิงอี้อีอย่างให้เกียรติ ไม่มีท่าทีดูถูกคุณหนูชาวบ้านคนนี้เลยสักนิด
“ฉันไม่มีธุระแล้ว ไปกันเลยดีกว่า”
“งั้นก็เชิญขึ้นรถครับ”
หลี่จือเหิงเปิดประตูรถ และยกกระเป๋าเดินทางใส่ท้ายรถให้เอง
การที่เขาเอารถเปิดประทุนมาในครั้งนี้ก็มีเหตุผลเหมือนกัน
ไม่ใช่เพื่ออวดรวย แต่เป็นห่วงว่าคุณหนูตัวจริงคนนี้จะเมารถ ถ้าใช้รถเปิดประทุน อากาศจะได้ถ่ายเท ลดอาการลงได้
...
...
...
ตลอดทางรถแล่นราบรื่นมาก
รถคันอื่นบนถนนต่างไม่กล้าเบียดแซงเลย
รถที่พ่อบ้านหลี่ขับดูก็รู้ว่าราคาแพง!
ถ้าเฉี่ยวชนขึ้นมาต้องรับผิดชอบเต็มๆ แล้วประกันก็ไม่ช่วยจ่าย!
แค่เฉี่ยวเบาๆ หนี้ที่ต้องแบกคงสูงกว่าค่าผ่อนบ้านเสียอีก
เพราะงั้นจึงไม่มีใครทำเรื่องโง่แบบนั้น
แม้แต่รถที่ขับตามหลังมาก็ยังเว้นระยะห่างอย่างปลอดภัย
“เสิ่น... คุณหนูเฉิงครับ”
“ผมขอถามอะไรสักหน่อย แน่นอนว่าจะตอบหรือไม่ก็แล้วแต่คุณเลย
บอกก่อนนะครับ ผมจะไม่ถามเรื่องส่วนตัวมากเกินไป เพราะงั้นถ้าคุณสะดวก กรุณาตอบตามความจริงด้วย”
“ถามมาเถอะค่ะ”
เฉิงอี้อีนั่งอยู่บนที่นั่งข้างคนขับ คลายเข็มขัดนิรภัยออกเล็กน้อย
เอาจริงๆ ไอ้เจ้านี่มันรัดคั่นอยู่ระหว่างยอดอกสองข้าง ทำให้เธอหายใจลำบากจริงๆ
หน้าอกของเธอไม่ได้เล็กเลย เข็มขัดนิรภัยเลยเป็นเรื่องจัดการยากสำหรับเธอ
ถ้าดึงขึ้นไปหน่อยก็จะรัดคอ
ถ้าลงไปหน่อยก็ป้องกันได้ไม่เต็มที่
ดังนั้น สิ่งที่เธอทำได้ก็มีเพียงคลายเข็มขัดนิรภัยออกนิดหน่อย
นอกจากนี้ก็ทำอะไรไม่ได้อีก
จะเอาเรื่องความปลอดภัยของตัวเองมาเล่นตลกก็คงไม่ได้ใช่ไหม?
“เนื่องจากคุณเป็นลูกแท้ๆ ของตระกูลเสิ่น ทางตระกูลเลยเป็นห่วงว่าคุณจะเป็นคนที่มีความประพฤติไม่ดี”
“เพราะอย่างนั้นพวกเราจึงสืบประวัติคุณมาก่อนแล้ว ขอให้คุณอย่าถือสานะครับ”
“ไม่เป็นไรค่ะ ถ้าเจอปัญหาแบบนี้ ฉันเองก็ต้องสืบเหมือนกัน” เฉิงอี้อีมองวิวนอกหน้าต่างที่วิ่งผ่านรวดเร็ว ในใจคละเคล้าหลากอารมณ์
ตั้งแต่เล็กจนโตเธอยังไม่เคยทิ้งเมืองนี้ไปไหนเลย
นึกว่าการจากไปครั้งแรกจะเป็นการไปทำงานที่อื่นเสียอีก
เพราะปู่ย่าตายายของเธอไม่ค่อยสนับสนุนให้เธอเรียนหนังสือ
เพราะงั้น ตอนแรกเธอไม่เคยคิดเลยว่าจะมีโอกาสก้าวเข้าไปในรั้วมหาวิทยาลัย
และสิ่งที่ทำให้เธอคาดไม่ถึงที่สุดก็คือ ครั้งนี้กลับกลายเป็นว่าเธอจากเมืองที่เติบโตมาในฐานะคุณหนูตระกูลเสิ่น...
พอคิดได้อย่างนี้ เฉิงอี้อีก็หงุดหงิดขยี้ผมปอยๆ
ถึงเธอจะเรียนเก่ง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่ชอบอ่านนิยาย
ยิ่งนึกถึงเรื่องราวในนิยายพวกนั้นกำลังจะเกิดขึ้นกับตัวเอง ก็ยิ่งพาลให้ปวดหัว
“คุณ... เคยมีแฟนไหมครับ?”
ข้างๆ หลี่จือเหิงถามด้วยน้ำเสียงหยั่งเชิง
เรื่องมีแฟนนี่สืบยังไงก็ไม่รู้หรอก!
บางคนคบกับแฟนมาตลอดช่วงมัธยมปลาย ยังปิดได้มิดชิดจนเพื่อนร่วมชั้นไม่รู้เลยด้วยซ้ำ
ถึงเฉิงอี้อีจะดูไม่เหมือนคนที่เคยมีแฟน แต่หลี่จือเหิงก็ยังต้องถาม
เอาจริงๆ เขากลัวมากว่าเฉิงอี้อีจะเป็นพวกเสือผู้หญิง
ต้องรู้ไว้ว่าพี่ชายแท้ๆ ทั้งสามคนของเฉิงอี้อีนั้นหล่อมาก!
เป็นระดับที่โยนทิ้งไปตามถนน ก็ยังมีสาวแก่รวยๆ มาเก็บไปเลี้ยงได้
ใบหน้าแค่นั้น แทบจะไม่มีผู้หญิงปกติคนไหนเห็นแล้วไม่ใจสั่น
แถมเฉิงอี้อีก็ไม่เคยอยู่ใกล้ชิดกับพวกเขาเลย แถมเพราะไม่เคยเจอกัน พันธุกรรมที่คอยป้องกันการรักใคร่ในเครือญาติอาจจะใช้ประโยชน์ได้ไม่มาก
เรื่องนี้เกี่ยวพันถึงหน้าตาวงศ์ตระกูล!
ในตระกูลเสิ่นจะต้องไม่มีเด็ดขาด!!!
ความสัมพันธ์แบบนี้ห้ามเกิดเด็ดขาด!
“ไม่เคยค่ะ”
เฉิงอี้อีจ้องมองออกไปนอกหน้าต่าง ตอบอย่างรวดเร็วมาก
พ่อบ้านหลี่ถึงจะนับว่ายังหนุ่ม อายุแค่ 30 กว่าๆ แต่ความสามารถในการอ่านสีหน้าท่าทางคนนั้นเก่งกาจไม่เบา
แค่มองปราดเดียวก็รู้ว่าเฉิงอี้อีพูดความจริง และเธอก็ดูเหมือนไม่สนใจปัญหาแนวนี้เท่าไร
“งั้นขอถามหน่อยครับ ทำไมคุณถึงไม่มีแฟนล่ะ?”
“คือยังหาผู้ชายที่ถูกใจไม่ได้หรือ?”
“แค่ไม่อยากมี” เฉิงอี้อีตอบรวดเร็วเหมือนเดิม “พวกนั้นทึ่มๆ เซ่อๆ สมองก็ใช้การไม่ได้ เห็นแล้วรู้สึกขัดหูขัดตา”
เฉิงอี้อีไม่ได้เหมารวมโจมตีผู้ชายทั้งห้อง แต่เป็นการเล่าข้อเท็จจริง
โรงเรียนมัธยมปลายที่เธอเรียนไม่ใช่โรงเรียนชั้นนำ แม้แต่ห้องก็ไม่ใช่ห้องเด็กเรียน
เพราะโรงเรียนชั้นนำค่าเทอมแพง
แม้แต่ห้องเด็กเรียนของโรงเรียนทั่วไปก็ยังต้องเรียนเสริมตลอด ค่าเรียนเสริมก็แพงเกินไป
พูดง่ายๆ คือบ้านของเฉิงอี้อีไม่ได้มีเงินมากมาย
แถมหลักสูตรการเรียนของประเทศก็เกินมาตรฐานอย่างหนักอยู่แล้ว เฉิงอี้อีไม่จำเป็นต้องเรียนพิเศษหรือใช้ครูที่เก่งเกินไปเลย ก็สามารถแสดงความสามารถของตัวเองออกมาได้
เธอแค่อยู่ในห้องเรียนธรรมดา ครองอันดับหนึ่งของระดับชั้น รับทุนการศึกษาไปเรื่อย
ก็เพราะอยู่ในห้องที่ไม่ได้ดีนัก คนรอบข้างเลยไม่มีท่าทีจะเรียนเอาเสียเลย เอาแต่เล่นมือถือมีแฟน
ทั้งปลาปนมัง... ทั้งเต่าปนงู ไม่มีใครที่น่าฝากฝัง
บางคนยังสูบบุหรี่ ดื่มเหล้า เข้าบาร์อีก
ให้เฉิงอี้อีไปชอบคนแบบนั้น?
เป็นไปได้ยังไงกัน?!
ถึงจะมีบางคนที่ความประพฤติดีอยู่บ้าง แต่เฉิงอี้อีก็ไม่ชอบอยู่ดี
จะให้พูดยังไงดี?
พูดง่ายๆ ก็คือไม่สนใจ
“โอ้...”
ในที่สุด หลี่จือเหิงก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก