คนในที่ส่วนใหญ่ต่างก็เชี่ยวชาญภาษาอังกฤษ และยิ่งเชี่ยวชาญศิลปะ
ทุกคนต่างถูกการสวดของไคลี-ลอร์รีดึงดูดจนหมดใจ
ชาวเน็ตก็ถูกไคลี-ลอร์รีหลอมใจเป็นแฟนคลับกันอีกรอบ
“You say that you love the wind But you close your windows when wind blows..……”
“This is why I am afraid You say that you love me too..……”
ไคลี-ลอร์รีสวดจบ หันไปเห็นสายตาชื่นชมของทุกคน ก็เกิดอายขึ้นมาทันที
“อือ……เป็นบทกวีที่ฉันชอบมาก ฉันว่าการนำเสนอที่สวยงามที่สุดด้วยภาษาอังกฤษ ก็คงเป็นแบบนี้แหละ”
“ถ้าเปลี่ยนเป็นภาษาของหัวเซี่ย จะนำเสนอยังไงหรอ”
หลีเหล่ยยิ้มแล้วตอบว่า “แปลตรงตัวด้วยภาษาของหัวเซี่ยเลย ตัวบทนี้ก็สวยงามพออยู่แล้ว!”
แล้วหลีเหล่ยก็แปลว่า
“เธอบอกว่าชอบฝน แต่เมื่อฝนตก เธอกลับเปิดร่มขึ้น”
“เธอบอกว่าชอบแสงแดด แต่เมื่อแสงอาทิตย์สาดส่อง เธอกลับหลบไปในร่มเงา”
“เธอบอกว่าชอบสายลม แต่เมื่อลมเย็นสบายพัดปะทะใบหน้า เธอกลับปิดหน้าต่าง”
“ฉันกลัวว่าความรักที่เธอมีให้ฉัน ก็เป็นแบบนี้……”
ห้องพักดังเสียงปรบมืออย่างอบอุ่น!
หลีเหล่ยมองไปที่ฟางเฉี่ยน “เฉี่ยนเฉี่ยน ลองมาอีกหนึ่งแบบที่ไม่เหมือนใคร ให้เพื่อน ๆ ต่างประเทศได้เห็นความวิจิตรของตัวอักษรหัวเซี่ยบ้าง”
ฟางเฉี่ยนยิ้มแล้วลุกขึ้น เอ่ยออกมาเหมือนการสวดกวีว่า
“เธอว่ารักหมอกฝนพร่าพราย แลมองศาลาลันถิงไกลแสนไกล / ทว่าภายหลังกลับโอบเรือนร่างเบาหวิว บังผ้าเงื้อมชุดงามลึกล้ำ”
“เธอว่ารักฤดูใบไม้ผลิอันรุ่งโรจน์ เขียวขจีแดงอาบหอมกรุ่น / ทว่าภายหลังกลับปิดบังตัวในหอตะวันตก เฝ้ายืนนิ่งเคียงข้างเธอ”
“เธอว่ารักสายลมอ่อนโยนหอบหิ้ว เมาไหลนอนเพ้อคะนึง / ทว่าภายหลังกลับปิดประตูหน้าต่างมิดชิด ม่านไหลรี่กลายเป็นความโศก”
