สามชั่วโมงต่อมา
บนต้นไม้ยักษ์ที่ไม่รู้จักชื่อริมลำธารตื้น
ชู่ซู่ผูกเถาวัลย์รัดกับลำต้นจนแน่น แล้วออกแรงกระตุกทดสอบว่ามั่นคงหรือไม่
เมื่อแน่ใจว่าไม่มีปัญหา เขาจึงปาดเหงื่อและชื่นชมผลงานชิ้นเอกของตัวเอง—
ตาข่ายเถาวัลย์ขนาดใหญ่ผูกติดกับกิ่งไม้ ห้อยอยู่กลางอากาศ ภายในบรรจุเนื้อไจแอนโทซอรัสที่ยังร้อนฉ่าเต็มตาข่าย
เลือดหยดลงมาไม่ขาดสาย กองรวมกันเป็นแอ่งเลือดเล็ก ๆ บนพื้น
แค่สานตาข่ายเถาวัลย์ผืนนี้ก็ใช้เวลาชู่ซู่ไปเต็มสองชั่วโมงแล้ว ไหนจะต้องยัดเนื้อไดโนเสาร์ใส่ตาข่ายแล้วแขวนขึ้นไปอีก แทบสูบเรี่ยวแรงของเขาจนหมดเกลี้ยง
ชู่ซู่นั่งแผ่พิงโคนต้นไม้ เงยหน้ามองหลี่จิ้นที่นั่งอยู่บนกิ่งไม้
อีกฝ่ายกำลังบรรจุกระสุนสีเหลืองทองลงในซองกระสุนอย่างตั้งใจ เตรียมพร้อมรับศึกใหญ่ที่กำลังจะมาถึง
ชู่ซู่มองปืนไรเฟิลที่หลี่จิ้นวางพาดอยู่ระหว่างขาทั้งสอง แล้วอดครุ่นคิดไม่ได้
นี่เป็นปืนกระบอกที่สามแล้วที่หลี่จิ้นหยิบออกมา
ตั้งแต่ติดตามหลี่จิ้นออกจากกลุ่มใหญ่ คำถามในหัวของชู่ซู่ก็ไม่เคยหยุดลงเลย
เขามีปืนอยู่กี่กระบอกกันแน่?
นี่เป็นของที่เขาเก็บได้จากโลกชั้นแรกจริง ๆ เหรอ?
หรือว่าเขามีพรสวรรค์เกี่ยวกับอาวุธปืน?
หลังครุ่นคิดอยู่นาน ชู่ซู่ก็ส่ายหน้า ปัดข้อสันนิษฐานทั้งหมดออกจากหัวไปเสีย
เขากอดลำต้นไม้แล้วเริ่มปีนขึ้นไป ความเชื่อในใจค่อย ๆ แน่วแน่ขึ้น
ตอนที่คนพวกนั้นเห็นว่าหลี่จิ้นมีปืนกระบอกที่สอง เสียงประณามก็ยิ่งดังระงม ทุกคนพากันด่าทอว่าหลี่จิ้นเห็นแก่ตัว ใจแคบ ไม่มีน้ำใจต่อทีม
แต่พอหลี่จิ้นเตรียมจะออกจากกลุ่มจริง ๆ ทุกคนกลับหน้าซีดด้วยความกลัวทันที ถึงขั้นมีหลายคนคุกเข่าต่อหน้าหลี่จิ้น ฉุดขากางเกงเขาไว้พลางขอร้องให้พาไปด้วย
สถานการณ์ยิ่งควบคุมไม่อยู่ ท่ามกลางความโกลาหล ถึงกับมีคนพยายามกระโดดขึ้นหลังหลี่จิ้นเพื่อแย่งปืนลูกซองไป
