เป็นอย่างที่คิด รถหุ้มเกราะของกองทหารรับจ้างก็เริ่มถอยกลับ มีคนใช้โทรโข่งตะโกนเสียงดังว่า “ทุกคนกลับค่ายก่อน! ทุกคนกลับค่ายก่อน!”
ผู้คนพากันหันหลังวิ่งไปยังประตูค่าย
อันหรานถูกฝูงชนเบียดกระแทกจนเข้าไปในค่ายด้วย
เธอเหนื่อยจนแทบทรุด รีบวิ่งกลับไปที่อาคารหมายเลข 7 อย่างรวดเร็ว
ตอนนี้ในค่ายวุ่นวายไปหมด ไม่มีใครคอยควบคุมความเรียบร้อยแล้ว
พอเข้าห้อง อันหรานก็ถอดหน้ากากออกดื่มน้ำ โยนเป้ทิ้ง แล้วล้มตัวลงบนเตียงเพื่อรีบพัก
แต่เพิ่งนอนได้ไม่ถึงสองนาที โทรโข่งของค่ายก็เริ่มประกาศอีกครั้ง “ทุกคนฟังคำสั่ง! ออกมารับมือศัตรูเดี๋ยวนี้! ทุกคนฟังคำสั่ง...”
อันหรานไม่อยากขยับแม้แต่นิดเดียว เธอรีบคิดหาทางในใจ
ถ้าค่ายถูกตีแตก เธอจะหนีออกไปยังไง?
หนีไปทางไหนถึงจะปลอดภัยกว่า?
แต่เสียงโทรโข่งยังคงตะโกนต่อ “...ขอแค่รักษาค่ายไว้ให้ได้ พอฟ้าสางกองหนุนก็จะมาถึง ทุกคนอย่ายอมแพ้! ชัยชนะจะเป็นของพวกเราในท้ายที่สุด...”
อันหรานหมดแรงจะบ่น หลับตาพักอยู่ครู่หนึ่งก็ได้ยินเสียงคนทุบประตูอย่างบ้าคลั่ง “เปิดประตู! ทุกคนออกไปรับมือศัตรู! ใครฝ่าฝืนยิงทิ้ง!”
เธอรู้ว่าถ้ายังไม่ออกไปอีก เกรงว่าจะถูกยิงจริง ๆ
รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี อันหรานสะพายปืนพ่นไฟ ถือมีดพร้าแล้วเปิดประตู
คราวนี้เธอไม่ได้เอาเป้ไปด้วย ตั้งใจเคลื่อนไหวให้คล่องตัว
ชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้ายแล้ว ยังแบกของนั่นไปก็มีแต่หาเรื่องใส่ตัว
พอออกมา ก็เห็นทหารรับจ้างหลายคนกำลังไล่ทุบประตูทีละห้อง
อันหรานเหลือบมองแวบเดียวแล้วเบนสายตาหนี รีบลงบันไดไป
