ถ้าแม่ของคุณมีโอกาสได้ใช้ชีวิตอย่างที่ควรจะเป็น—ไม่ต้องถูกทำให้ผิดหวังอีก ไม่ต้องถูกพันธนาการอีก ไม่ต้องฝืนกัดฟันทนใช้ชีวิตอีกต่อไป
สิ่งที่ต้องแลกมีเพียงการที่บนโลกใบนี้ไม่เคยมีคุณอยู่
คุณยินดีไหม?
*
ซ่งชิงไต้สะดุ้งตื่นเพราะเสียงร้องไห้
ในฝันมีเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งสวมชุดนอนลายสตรอว์เบอร์รีที่ยับยู่ยี่ มัดจุกสองข้างเอียงกระเท่เร่ ร่างทั้งร่างหดตัวอยู่ตรงมุมห้อง ร้องไห้จนตัวสั่นระริก
“แม่...” เด็กหญิงยื่นมือออกมา ปลายนิ้วสั่นเทาเอื้อมมาหาเธอ “ขอร้องล่ะ อย่าแต่งงานกับพ่อนะ”
“เขาจะนอกใจแม่ ไปมีอะไรกับเสิ่นหมิงจู”
“แม่จะตายนะ...”
“แม่จะถูกพวกเขาบีบจนตาย...”
แม่งั้นหรือ? เด็กคนนี้เรียกเธอว่าแม่หรือ?
ปีนี้เธอเพิ่งอายุยี่สิบ จะไปมีลูกมาจากไหนกัน
อีกอย่าง พ่อที่เด็กพูดถึงคือใคร?
ซ่งชิงเหิงหรือ?
ซ่งชิงเหิงนอกใจ...เสิ่นหมิงจู?
น้องสาวของเธอเนี่ยนะ?
เด็กคนนี้กำลังพูดบ้าอะไรอยู่...
ซ่งชิงไต้คิดจะอ้าปากถามว่าเด็กคนนี้เป็นใคร แต่กลับพบว่าตัวเองเปล่งเสียงไม่ได้ อยากก้าวเข้าไปหาอีกฝ่ายสักก้าวก็ขยับตัวไม่ได้เช่นกัน
ขณะที่เธอกำลังร้อนใจอยากขยับ ใบหน้าของเด็กหญิงก็พลันแตกร้าว
ราวกับกระจกถูกใครทุบจากตรงกลาง เศษกระจกหล่นร่วง เผยใบหน้าอีกใบอยู่เบื้องล่าง
ใบหน้าของเธอเอง
ซีดเซียว อิดโรย ดวงตาว่างเปล่า
“แม่—”
เสียงกรีดร้องสุดท้ายดังมาจากเศษกระจก
ซ่งชิงไต้ผุดลุกขึ้นนั่งทันที
แสงอรุณเส้นหนึ่งลอดผ่านช่องผ้าม่านเข้ามา นาฬิกาปลุกข้างเตียงแสดงเวลาเจ็ดโมงสิบสองนาที
อา ที่แท้ก็เป็นแค่ฝันร้าย
ซ่งชิงไต้ยกมือเช็ดคราบน้ำตา นั่งนิ่งอยู่นานกว่าจะเลิกผ้าห่มลุกขึ้น
เธอเปิดม่านออก ทิวทัศน์สวนของตระกูลเสิ่นปรากฏอยู่ด้านนอกหน้าต่าง
แม้จะอยู่ที่นี่มาสามปีแล้ว เธอก็ยังรู้สึกเหมือนอาศัยอยู่ในบ้านของคนอื่น
วันที่ถูกพาตัวกลับมาตอนอายุสิบเจ็ด ตระกูลเสิ่นจัดห้องที่เธออยู่ตอนนี้ให้ ห้องนี้ดัดแปลงมาจากห้องรับรอง ขนาดเล็กจ้อย ตั้งอยู่ตรงมุมบันไดในโถงทางเดิน
ใครขึ้นใครลงบันได เสียงฝีเท้าล้วนได้ยินชัดแจ๋ว
เสิ่นหมิงจูพักอยู่ในห้องใหญ่ที่อยู่ติดกับห้องนอนหลัก
มีหน้าต่างบานใหญ่สูงจรดพื้น มีห้องแต่งตัว และยังมีห้องน้ำส่วนตัว
บนโต๊ะวางพิณโบราณไม้แดงอย่างประณีต บนผนังแขวนภาพวาดดอกโบตั๋นอย่างละเอียด ใส่กรอบอย่างพิถีพิถัน มุมล่างยังมีอักษรลายมืออ่อนช้อยเขียนไว้หนึ่งบรรทัด งดงามอย่างมีรสนิยม
มารดาตระกูลเสิ่นพบใครก็จะบอกว่าหมิงจูเรียนพิณ หมากล้อม อักษร และภาพวาดกับอาจารย์มีชื่อเสียง ทุ่มเทกับเธอไปไม่น้อย
พอคิดถึงตรงนี้ ซ่งชิงไต้ก็เม้มริมฝีปาก
เพราะยังใส่ใจมากอยู่สินะ?
ไม่อย่างนั้นแม้แต่ในฝันร้ายก็ยังมีเสิ่นหมิงจู
*
วันนี้ซ่งชิงไต้ไม่มีเรียน เดิมทีไม่จำเป็นต้องตื่นเช้าขนาดนี้
แต่เมื่อคืนมารดาตระกูลเสิ่นกำชับเป็นพิเศษให้เธอตื่นมาแต่งตัวแต่เช้า
เมื่อวานซืนตระกูลซ่งโทรมาบอกว่าวันนี้จะมาถึงเมืองไห่เฉิง เพื่อกำหนดวันหมั้นหมาย
ตระกูลซ่ง
เธออาศัยอยู่ในบ้านหลังนั้นมาสิบเจ็ดปี
ตั้งแต่เกิดก็ถูกส่งไปฝากเลี้ยงที่ตระกูลซ่ง ตระกูลเสิ่นบอกว่า “ถึงเวลาแล้วจะไปรับกลับ” แต่พอรอทีหนึ่งกลับเป็นสิบเจ็ดปี
บิดาตระกูลซ่งเป็นข้าราชการระดับสูงของรัฐบาล พูดน้อย ปฏิบัติต่อเธออย่างสุภาพ แต่ก็ไม่ได้สนิทสนมอะไร
มารดาตระกูลซ่งเคร่งครัดในกฎระเบียบ คอยย้ำกับเธออยู่เสมอว่า “เธอเป็นน้องสาวของชิงเหิง” ขีดเส้นแบ่งไว้อย่างชัดเจน
แต่ซ่งชิงเหิงไม่เคยทำตามกฎ
ครั้งแรกที่ซ่งชิงไต้ไปห้องฝึกซ้อม เขาก็นั่งยอง ๆ รออยู่ข้าง ๆ มือถือแก้วน้ำของเธอไว้
ตอนนั้นเธออายุเก้าขวบ เขาอายุสิบสาม เด็กหนุ่มนั่งยองอยู่ใต้ราวฝึก เงยหน้ามองเธอ “ไม่เจ็บหรอก ลองอีกครั้งนะ”
หลังจากนั้นเธอก็ลองอีกนับครั้งไม่ถ้วน
ทุกครั้งที่หันกลับไป เขาก็ยังอยู่ตรงนั้น
ต่อมาเธอค่อย ๆ เติบโต สูงขึ้นเอวบางมีส่วนเว้าส่วนโค้ง เวลาเต้นชายกระโปรงพลิ้วไหว สายตาของเด็กหนุ่มก็จะเบนหลบไปอย่างไม่เป็นธรรมชาติ
ปีที่ซ่งชิงไต้อายุสิบห้า เธอขึ้นเวทีเต้นเดี่ยวเป็นครั้งแรก เป็นการแสดงสรุปผลการเรียน บิดาตระกูลซ่งไม่ได้มา มารดาตระกูลซ่งเดินทางไปทำงานต่างเมือง
มีเพียงซ่งชิงเหิงที่มา
หลังการแสดงจบ เขาวิ่งไปหาเธอหลังเวที ในอ้อมแขนมีช่อดอกไม้ห่อด้วยกระดาษจากร้านที่ยังมีหยดน้ำเกาะอยู่
เขายัดช่อดอกไม้ใส่อ้อมแขนเธอแล้วชมว่า “เต้นได้ดีมาก”
หลังจากนั้นช่อดอกไม้ช่อนั้นก็วางอยู่บนขอบหน้าต่างในห้องเธอเป็นเวลาเจ็ดวัน แม้กลีบดอกจะเหี่ยวแล้ว เธอก็ยังตัดใจทิ้งไม่ลง
เธอเปลี่ยนน้ำทุกวัน มองกลีบของดอกกุหลาบดอกนอกสุดร่วงลงทีละกลีบ จนท้ายที่สุดเหลือเพียงก้านโล้น ๆ
ซ่งชิงไต้รู้มาตั้งแต่เด็กแล้วว่าเธอไม่ใช่ลูกแท้ ๆ
ต่อให้มารดาตระกูลซ่งเน้นคำว่า “น้องสาว” ชัดถ้อยชัดคำเพียงใด ก็เปลี่ยนความจริงข้อหนึ่งไม่ได้
เธอไม่มีสายเลือดของตระกูลซ่ง
เขาเป็นบุตรชายคนเดียวของตระกูลซ่ง ส่วนเธอเป็นบุตรสาวบุญธรรมของตระกูลซ่ง
ทั้งสองอยู่ใต้ชายคาเดียวกันมาสิบเจ็ดปี เคยนอนบนโซฟาตัวเดียวกัน แบ่งเค้กก้อนเดียวกัน เขาเฝ้าเธอจนฟ้าสางในคืนที่เธอเป็นไข้ ส่วนเธอก็อยู่เป็นเพื่อนเขาอ่านหนังสือจนดึกก่อนสอบ แต่เรื่องเหล่านี้ไม่เกี่ยวข้องกับสายเลือดแม้แต่น้อย
บางครั้งซ่งชิงไต้ก็คิดว่า ที่มารดาตระกูลซ่งพยายามขีดเส้นแบ่งอย่างเต็มที่ อาจเป็นเพราะรู้ดีเกินไปว่า หากไม่ขีดเส้นไว้ บางสิ่งก็ยากจะขวางกั้น
อย่างเช่นหลังจากเธออายุสิบหก เธอก็แทบไม่เรียกเขาว่า “พี่ชาย” เวลาอยู่กันตามลำพังอีกแล้ว เขาเองก็ไม่ทักท้วง เธอเรียก “ซ่งชิงเหิง” เขาก็ขานรับ เรียก “นี่” เขาก็ขานรับเหมือนกัน
ครั้งหนึ่งเธอโบกมือให้เขาผ่านหน้าต่างกระจกของห้องฝึกซ้อม เขาก็โบกมือตอบเธอผ่านกระจก ทั้งคู่ไม่ได้ส่งเสียงสักคำ แต่ต่างก็รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังพูดอะไร
เขาไม่เคยมองเธอเป็นน้องสาว
เธอเองก็ไม่มองเขาเป็นพี่ชายอีกแล้ว
ทั้งคู่ต่างกำลังรอคอย
ปีที่ซ่งชิงไต้อายุสิบเจ็ด ตระกูลเสิ่นก็มารับตัวเธอ
มารดาตระกูลเสิ่น ไป๋เสวี่ยเจิน นั่งดื่มชาอยู่ในห้องรับแขกของตระกูลซ่ง พูดอย่างสุภาพว่า “หลายปีมานี้ลำบากพวกคุณแล้ว”
มารดาตระกูลซ่ง หลินจิ้งชิว ยิ้มตอบว่า “เป็นเรื่องที่ควรทำค่ะ”
ทั้งสองคนดูราวกับกำลังส่งมอบสัมภาระที่ฝากไว้นานเกินไป ไม่มีใครถามเธอว่าอยากไปหรือไม่ และไม่มีใครถามว่าอยากอยู่ต่อหรือเปล่า
ซ่งชิงเหิงเริ่มต่อสู้เพื่อตัวเธอก็ตั้งแต่ตอนนั้น
เธอไม่รู้ว่าเขาพูดอะไรกับแม่ของเขาบ้าง
รู้เพียงว่าช่วงนั้นประตูห้องหนังสือของตระกูลซ่งปิดอยู่เสมอ บางครั้งก็มีเสียงตำหนิเบา ๆ ของมารดาตระกูลซ่งดังลอดออกมา บางครั้งก็มีเสียงถ้วยชากระทบโต๊ะดังแว่วขึ้นมาอย่างชัดเจน
ทุกครั้งที่ซ่งชิงเหิงออกมา สีหน้าจะไม่ค่อยดีนัก แต่พอเห็นเธอก็ยังยิ้ม ดวงตาหลังเลนส์แว่นโค้งลง เขาบอกว่า “ไม่เป็นไร เรารอกันอีกหน่อยนะ”
รอจนกระทั่งปีนี้ ซ่งชิงไต้อายุยี่สิบปี
ในที่สุดมารดาตระกูลซ่งก็ยอมอ่อนข้อ “ถ้าลูกอยากอยู่กับเธอ แม่ก็ห้ามไม่ได้ ลูกคิดให้ดีเองก็แล้วกัน”
ซ่งชิงเหิงดีใจจนน้ำตาไหล คืนนั้นก็บินจากเมืองเจียงเฉิงมายังเมืองไห่เฉิงทันที
เขายืนยิ้มให้เธออยู่ใต้แสงไฟริมถนนหน้าบ้านตระกูลเสิ่น “เจียวเจียว แม่ตกลงแล้ว”
ซ่งชิงไต้ก้มตา สายตาตกลงบนพลาสเตอร์ยาที่มือของเขา
วันนั้นมารดาตระกูลซ่งโมโหจนปาถ้วยชาแตก เขาก้มลงเก็บเศษถ้วยทีละชิ้น มือถูกเศษกระเบื้องบาดเป็นแผล เลือดหยดลงบนพื้น แต่เขาไม่แม้แต่จะเงยหน้า
ซ่งชิงไต้คิดว่า ชาตินี้คงไม่มีใครให้ความสำคัญกับเธอได้เท่าเขาอีกแล้ว
สามปีแล้ว
ตลอดสามปีที่ตระกูลเสิ่นรับเธอกลับมา เธอเรียนรู้เรื่องหนึ่งได้
อย่าคาดหวัง
มารดาตระกูลเสิ่นไม่เคยมาดูเธอเต้น บิดาตระกูลเสิ่นจำวันเกิดเธอไม่ได้ ส่วนเสิ่นหมิงจูก็ชิงพูดก่อน ยิ้มก่อน และเป็นที่สังเกตเห็นของทุกคนก่อนเธอเสมอ
แม้แต่ตอนที่เธอยกชาไปให้ ผู้เฒ่าตระกูลเสิ่นก็ยังรับถ้วยที่เสิ่นหมิงจูยื่นให้ก่อน
คนที่เกินมาเป็นส่วนเกินก็คือเธอเสมอ ตลอดไป
ตระกูลซ่งก็เหมือนกัน
เธอเป็นสัมภาระที่ตระกูลเสิ่นฝากไว้ที่นั่น
ถึงเวลาพากลับก็พากลับ ถึงเวลาจัดเก็บก็เก็บให้เรียบร้อย อย่าสร้างปัญหา
มีเพียงซ่งชิงเหิงที่ไม่เหมือนใคร
ทุกคนต่างบอกว่าเขาคือปลายทางที่ดีที่สุดของเธอ
เธอเองก็คิดเช่นนั้น
ซ่งชิงไต้ติดต่างหูให้เรียบร้อย ปลายนิ้วแตะไข่มุกเม็ดเล็กสองเม็ด
นี่คือของขวัญวันเกิดอายุยี่สิบปีที่เขามอบให้
เธอยิ้มให้ตัวเองในกระจก
จากนั้นก็หันหลังลงบันได
