เจียงเหย่วิเคราะห์ว่า “ซ่งเยว่คนนี้น่ะ ไม่มีความทะเยอทะยานหรือความสามารถอะไรเท่าไร รู้จักใช้เล่ห์เหลี่ยมอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้ฉลาดนัก ทั้งหมดอาศัยความรู้สึกที่อาสามีต่อเขาคอยหนุนหลัง ถ้าใช้คำพูดของแม่เธอจะว่ายังไงนะ อ้อ เพราะมีฟิลเตอร์มาบดบัง เลยคิดว่าเขาเป็นเด็กดี แต่ถ้าไม่มีฟิลเตอร์ เขาก็เป็นแค่คนธรรมดาคนหนึ่ง”
เรื่องนี้จึงพักไว้ชั่วคราว เจียงฉงอันฟังแล้วก็ไม่ได้ถามต่อ
ชีวิตของคนจำนวนมากล้วนมีเรื่องยุ่งเหยิงเต็มไปหมด โดยเฉพาะเรื่องความสัมพันธ์ในครอบครัว ยิ่งจัดการได้ยาก
เขาคิดว่าสภาพแวดล้อมในครอบครัวที่ดีต่อสุขภาพจิตย่อมดีกว่า
เจียงฉงอันสลัดเรื่องนี้ทิ้งไป แล้วเดินทางลงใต้กับเพื่อนอีกครั้ง นอกจากจะไปหาเงินแล้ว เขายังอยากออกไปเปิดหูเปิดตาให้มากขึ้น ได้เห็นโลกที่แตกต่างออกไปด้วย
พอเปิดเทอม เจียงฉงอันก็หันมาใส่ใจกับการเรียนอีกครั้ง
เรียนแล้วเรียนอีก
เพื่อนร่วมห้องพักถูกเขากระตุ้นจนพลอยขยันเรียนตามไปด้วย
เป็นเช่นนี้เรื่อยมาจนถึงครึ่งหลังของปีสี่ ซึ่งก็คือปี 1994
ปี 1994 ประเทศจีนเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตสากลได้อย่างเต็มรูปแบบ เรื่องนี้ทำให้เจียงฉงอันดีใจมาก
แต่ในเวลานั้นอินเทอร์เน็ตยังไม่เปิดให้ครัวเรือนทั่วไปใช้ เพื่อให้ทำตามความฝันของตัวเองได้ดียิ่งขึ้น เจียงฉงอันจึงขอยืมคอมพิวเตอร์ของมหาวิทยาลัยหลังจากตกลงกับทางมหาวิทยาลัยเรียบร้อยแล้ว
จากนั้นเขาก็ทุ่มเทแรงกายแรงใจทั้งหมดให้กับการเขียนโค้ด
ระหว่างนั้น เขายังติดต่อพูดคุยกับครอบครัวเป็นครั้งคราว
