พี่สามเจียงร้องไห้ไปยกหนึ่งแล้วก็รู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาก ถึงกับลงมือไปทำกับข้าวเอง
พอถึงเวลากินข้าว เธอก็ยกมือเช็ดตาอีกครั้ง
“ที่จริงฉันยังต้องพึ่งแม่ พึ่งเจียงเหย่กับหยางหยางให้เป็นที่พึ่ง ไม่อย่างนั้นในใจก็คงไม่มีหลักยึดเลย เอาแต่คิดว่าถ้าหย่ากันแล้ว ต่อไปจะใช้ชีวิตยังไง อีกอย่าง เรื่องหย่าร้างก็จะทำให้คนนอกเอาไปหัวเราะเยาะได้”
บางทีนี่อาจเป็นความเศร้าของผู้หญิงในยุคสมัยนี้ด้วย
สำหรับพวกเธอ การหย่าร้างเป็นเรื่องใหญ่โตมโหฬาร แถมยังทำให้รู้สึกเสียหน้าอีกด้วย
ยิ่งไปกว่านั้น ผู้หญิงหลายคนหลังแต่งงานมักรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนนอกทั้งในบ้านสามีและบ้านพ่อแม่
ถ้าบ้านพ่อแม่ไม่สนับสนุน ชีวิตหลังหย่าก็ยิ่งลำบากเข้าไปใหญ่
“ฉันว่าตัวเองโชคดีมากเลย” พี่สามเจียงพูด “ทุกคนสนับสนุนฉัน”
เมื่อคิดเรื่องนี้ได้กระจ่างแล้ว ที่จริงก็ไม่ได้มีอะไรนัก พี่สามเจียงคิดตก ใจก็กว้างขึ้น ให้ความรู้สึกเหมือนไม่ได้ใส่ใจอะไรแล้ว
เช้าวันถัดมา เธอกินข้าวเช้าเสร็จก็กลับบ้านสามีอีกครั้ง
เจียงเหย่มองแผ่นหลังของเธอที่ดูอารมณ์ดีแล้วก็ยิ้ม เขาคิดว่าอย่างที่แม่เจียงพูด ชีวิตหลังหย่าอาจจะดีขึ้นเรื่อย ๆ ก็ได้
แต่เจียงเหย่ก็ไม่ได้รีบร้อน
คนประเภทที่พอมีเงินแล้วก็หน้าด้านไร้ยางอายแบบนั้น อาจไม่สนใจศักดิ์ศรี แต่ไม่มีทางไม่สนใจเงินแน่ เมื่อคืนเขาไปหาพี่สามเจียง ให้เธอลองคำนวณบัญชีระหว่างพวกเขาดู อย่างน้อยก็ต้องรู้ว่าทรัพย์สินที่สามีภรรยามีร่วมกันนั้นมีเท่าไร
