ผลไม้ที่ซื้อมาเมื่อวานลืมกิน วันนี้ตอนจี้หยางไปทำงานจึงหยิบลูกแพร์ติดตัวไปด้วย ตั้งใจจะกินเป็นผลไม้หลังอาหารกลางวัน
ระหว่างทางไปโรงงาน จี้หยางพูดขึ้นว่า “พี่เสี่ยวเหย่ จริง ๆ ฉันเดินไปเองก็ได้นะ”
“ถึงเวลาที่พี่เข้ากะดึก เธอจะให้พี่ไปส่งก็ส่งไม่ได้อยู่ดี นั่งดี ๆ เถอะ”
จากนั้นเขาก็พูดต่อ “เธออยากหัดปั่นจักรยานไหม? ถ้าหัดแล้ว พี่เข้ากะดึกเมื่อไหร่ เธอก็ขี่จักรยานไปทำงานได้”
จี้หยางส่ายหน้า พอส่ายแล้วก็นึกขึ้นได้ว่าเจียงเหย่คงมองไม่เห็น จึงพูดว่า “ไม่หัดหรอก พี่เข้ากะดึกก็ตอนกลางดึก จะให้ฉันปล่อยพี่เดินไปกลางดึกได้ยังไง”
นี่เป็นการเป็นห่วงเขาหรือ?
ปลายลิ้นของเจียงเหย่ดุนฟันกราม ความรู้สึกที่มีคนคอยนึกถึงนี่ก็ดีเหมือนกัน มุมปากของเขากดลงเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว เพื่อซ่อนรอยยิ้มจาง ๆ นั้นไว้
“ซื้อ นาฬิกาให้เธอสักเรือนดีไหม”
“หือ? ทำไมจู่ ๆ ถึงจะซื้อให้นาฬิกาล่ะ?” นาฬิกาในยุคนี้ราคาแพง แถมยังต้องใช้คูปองซื้อด้วย
“ใส่นาฬิกาไปทำงานจะสะดวกกว่า วันอาทิตย์ที่เธอหยุด เราสองคนค่อยไปเลือก เธอชอบเรือนไหนก็เอาเรือนนั้น”
“ได้” จี้หยางไม่ได้ปฏิเสธ เพราะไม่มีนาฬิกาก็ไม่สะดวกจริง ๆ เธอไม่ค่อยชิน อีกทั้งยังไม่รู้จะดูดวงอาทิตย์เพื่อกะเวลาอย่างไร
พอส่งจี้หยางถึงโรงงานแล้ว เจียงเหย่ก็ไปสืบเรื่องหยางอวี้เหมยแห่งห้องกระจายเสียงต่อทันที
ตลอดช่วงเช้า จี้หยางจัดเอกสารเก่าที่พี่จางทิ้งไว้ ทำให้เข้าใจงานของเจ้าหน้าที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์มากขึ้น
พอจัดเสร็จก็พบว่าไม่ได้ยากนัก เป็นงานจุกจิกละเอียด แต่ไม่หนัก
