“ยังจำคนที่มาสมัครงานพร้อมกับคุณในวันนั้นได้ไหม”
“พอจำได้อยู่ แต่ไม่ค่อยชัด”
“ไม่ชัดก็ไม่เป็นไร ไม่จำเป็นต้องจำหรอก ในบรรดาคนที่มาสัมภาษณ์วันนั้น มีผู้ชายคนหนึ่งเป็นแฟนของหยางอวี้เหมย”
“งั้นหยางอวี้เหมยก็เพราะฉันสอบสัมภาษณ์ผ่าน แต่แฟนเธอไม่ผ่าน เลยจงใจเล่นงานฉันเหรอ”
“ใช่ ความหมายก็แบบนั้นแหละ”
เจียงเหย่ลากเก้าอี้มานั่งตรงข้ามจี้หยาง แล้วพูดว่า
“สวัสดิการของโรงงานเราดีกว่าโรงงานเล็ก ๆ ทั่วไป แถมงานเจ้าหน้าที่สหภาพแรงงานก็สบายและมีหน้ามีตา”
“แฟนของหยางอวี้เหมยไม่มีงานทำ พูดง่าย ๆ ก็คือพวกนักเลงเร่ร่อน”
“วัน ๆ ไม่ทำอะไร เอาแต่เดินเตร่ไปทั่ว”
“นักเลงเร่ร่อนเหรอ” จี้หยางทวนคำ
“อืม นักเลงเร่ร่อน นโยบายหนึ่งของการที่ปัญญาชนลงชนบทคืออนุญาตให้ลูกคนหนึ่งอยู่ในเมืองได้ บ้านเขาเลือกให้เจ้าหมอนั่นอยู่”
“เขาเป็นลูกที่พ่อแม่ค่อนข้างตามใจ พวกท่านเคยหางานให้ทำ เป็นคนงานขนถ่ายของที่โรงงานปูนซีเมนต์”
“เขาทำได้แค่สองวันก็รู้สึกว่าเหนื่อยเกินไป พูดอย่างไรก็ไม่ยอมทำต่อ”
“ต่อมาเขาบังเอิญรู้จักกับหยางอวี้เหมย แล้วก็เริ่มคบหากัน พอได้ยินว่าโรงงานเรารับคนเข้าทำงานในสหภาพแรงงาน เขาก็เอาแต่กล่อมให้หยางอวี้เหมยช่วยฝากเส้นสาย เปิดทางพิเศษให้เขา”
“แต่ตอนโรงงานเรารับสมัคร ทุกอย่างเป็นไปอย่างยุติธรรมและโปร่งใส แฟนของหยางอวี้เหมยเลยถูกคัดออก”
“แค่เพราะเรื่องนี้ถึงกับจงใจเล่นงานฉันเลยเหรอ เด็กไปหน่อยมั้ง” จี้หยางกล่าว
“ตอนนี้พวกเขากำลังคบกันหวานชื่น หยางอวี้เหมยอาจคิดว่าถ้าแฟนได้มาทำงานที่โรงงานเรา ทั้งคู่ก็จะได้เข้างานและเลิกงานพร้อมกันทุกวัน”
จี้หยางส่ายหน้า พ่อของหยางอวี้เหมยได้เป็นรองหัวหน้าสำนักงานโรงงานก็นับว่ามีความสามารถอยู่บ้าง ตัวหยางอวี้เหมยเองก็มีงานประจำ แล้วทำไมถึงไปคบกับนักเลงเร่ร่อนแบบนั้นได้...
