ทุกครั้งที่เจอสถานการณ์แบบนี้ จี้หยางก็จะยิ้มให้อย่างสุภาพ
“พี่สาว คุณจำคนผิดแล้วค่ะ ฉันแค่หน้าคล้ายพิธีกรคนนั้นเท่านั้นเอง”
“แต่เพราะพวกเราหน้าคล้ายกัน ฉันก็เลยชอบดูรายการนั้นเหมือนกัน ว่าแต่พี่สาวคิดว่าฉันเหมือนพิธีกรคนนั้นจริง ๆ เหรอคะ? ถ้าฉันไปเป็นพิธีกรบ้างจะได้ไหมนะ? ฉันเพิ่งเรียนจบมัธยมต้น ไม่รู้ว่าพวกเขาจะรับหรือเปล่า พี่สาวคิดว่าพวกเขาจะยกเว้นให้ฉันเป็นกรณีพิเศษไหมคะ?”
จากตื่นเต้น หญิงคนนั้นก็เปลี่ยนเป็นงุนงง แล้วจากงุนงงก็กลายเป็นเบื่อหน่าย
สุดท้ายเธอก็พูดว่า “น้องสาวเอ๊ย คนเราต้องทำอะไรให้เป็นขั้นเป็นตอน ถึงเธอจะหน้าคล้ายคุณจี้หยางจริง ๆ แถมยังไว้ผมสั้นเหมือนกันก็เถอะ แต่ฉันขอพูดสักหน่อยนะ ไม่ใช่ใครก็เป็นพิธีกรได้หรอก เธอน่ะไปทำงานของตัวเองเถอะ เอาเวลาที่มีไปคิดเรื่องจริงจังดีกว่า อย่าเกิดฮึกเหิมขึ้นมาแล้วคิดว่าคนอื่นทำได้ ตัวเองก็ทำได้ เธอต้องเข้าใจว่า—”
“คนเราไม่เหมือนกันหรอก”
จี้หยางยิ้ม “ใช่ ๆ พี่สาวพูดมีเหตุผล คนเราไม่เหมือนกัน คุณจี้หยางเก่งขนาดนั้น ฉันจะเอาตัวเองไปเทียบกับเธอได้ยังไงล่ะคะ”
ครั้งหนึ่งเจียงเหย่อยู่ด้วยพอดี หลังจากนั้นเขาก็เอาเรื่องนี้มาล้อเธออยู่นาน แถมยังถามด้วยว่าเธออยากฟังคนอื่นชมตัวเองกับหูหรือเปล่า
ที่จริงเธอก็รู้สึกแบบนั้นอยู่เหมือนกัน
พูดออกนอกเรื่องไปหน่อย กลับเข้าเรื่องกันดีกว่า
“พี่จี้ ทำไมพี่ต้องอ่านหนังสือพิมพ์ทุกวันด้วยคะ?”
“ก็เพื่อให้ตามทันยุคสมัย จะได้รู้ข่าวสารล่าสุด เผื่อมีหัวข้อดี ๆ จะได้นำมาใช้กับรายการของเราไง”
