หลังเจียงตงหยาเดินออกไป เจียงเหย่จิบน้ำแล้วพูดว่า “เราเป็นสามีภรรยากันแล้ว ถ้ามีอะไรอยากพูดก็บอกกันตรง ๆ ได้ ไม่เป็นไร”
ที่จี้หยางมากินข้าวก็เพราะมีเรื่องอยากคุยกับเจียงเหย่จริง ๆ ดูท่าอีกฝ่ายคงเดาถูก ถึงได้หาข้ออ้างไล่น้องสาวออกไป
เธอนึกถึงธรรมเนียมการแต่งงานในยุคนี้ขึ้นมาได้อีกเรื่อง จึงถามว่า “พวกเราต้องจัดงานเลี้ยงด้วยหรือเปล่า”
“ต้องจัดอยู่แล้วสิ” งานเลี้ยงสำคัญกว่าการไปจดทะเบียนสมรสเสียอีก ต่อให้ไม่ได้จดทะเบียน แค่จัดงานเลี้ยงก็ถือว่าเป็นสามีภรรยากันตามความเป็นจริงแล้ว
“แต่คงจัดใหญ่โตไม่ได้หรอก ไปจัดที่ภัตตาคารของรัฐสักสองโต๊ะ เชิญญาติ ๆ กับเพื่อนบ้านมากินเลี้ยง วันถัดไปค่อยเชิญเพื่อนของฉันกับเพื่อนของคุณมากินข้าวที่บ้านก็พอ”
จี้หยางทำอาหารไม่เป็น จึงถามอย่างระมัดระวังว่า “ถ้าทำกินที่บ้าน...เอ่อ...คุณจะเป็นคนทำหรือ”
“คุณทำไม่เป็นหรือ” เจียงเหย่ถามกลับ
จี้หยาง “...” ฉันควรจะทำเป็นไหมนะ
เธอเก็บปอยผมทัดหูอย่างเก้อเขิน ก่อนยิ้มพูดว่า “คุณรู้ใช่ไหมว่าแม่ฉันเป็นแม่เลี้ยง”
“แล้วไงหรือ”
“ข้าวของมีค่า แม่เลี้ยงกลัวฉันแอบกิน เลยไม่เคยให้ฉันทำอาหาร ฉันก็เลยทำไม่เป็น”
“เฮ้อ!” เจียงเหย่ยกมือนวดขมับ เขาไม่คิดเลยว่าภรรยาที่เพิ่งจดทะเบียนกันจะทำกับข้าวไม่เป็นสักอย่าง นี่มัน...
อยากพูดอะไรสักอย่าง แต่ก็รู้สึกว่าพูดไปตอนนี้คงไม่มีประโยชน์ สุดท้ายจึงบอกว่า “ไม่เป็นไร ๆ ไม่เป็นไร ทำอาหารเองก็แค่มีมือก็ทำได้แล้ว เดี๋ยวฉันสอน ง่ายจะตาย คุณเรียนแป๊บเดียวก็เป็น”
แม้จี้หยางจะไม่เคยทำอาหาร แต่ก็คิดว่าคงไม่ยาก เธอเห็นด้วยกับที่เจียงเหย่พูด ของแบบนี้มีมือก็ทำได้ไม่ใช่หรือ เธอจึงพยักหน้าตามว่า “คุณพูดถูก ฉันต้องเรียนเป็นแน่”
