เจียงเหย่ปั่นจักรยานช้า ๆ พลางคุยกับจี้หยางไปด้วย
“หลิวเย่าจงน่ะ ก่อนหน้านี้ปากแข็งไม่ยอมรับ แถมยังโยนเรื่องที่เคยลักพาตัวเธอไปให้จี้ม่านรับผิดแทนหมดเลย”
“หลังจากนั้นล่ะ ก่อนหน้านี้พี่เคยบอกเธอแล้วนี่ว่าพบเด็กหลายคนในห้องใต้ดินของเรือนเล็กที่เขาเช่าไว้”
“พอถึงตอนนั้นเขาก็รู้ว่าไม่ว่าจะทำยังไงก็ไม่ได้ประโยชน์ เลยเริ่มคิดหาทางสร้างผลงาน”
“จริง ๆ เขาไม่ใช่คนใจแข็งอะไรเลย คนแบบนี้ทนความลำบากไม่ไหว พอเจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนอยู่ไม่กี่วัน เรื่องที่ควรพูดหรือไม่ควรพูดก็สารภาพออกมาหมด”
ทั้งเรื่องของจี้หยาง
ทั้งเรื่องที่เขาหนีไปทำทางใต้
รวมถึงเรื่องของเฮยเกอที่เขารู้มา
สรุปคือคายออกมาหมดเปลือก
“พอเรื่องนี้พัวพันเข้าไป ก็กลายเป็นคดีใหญ่ มีคนเกี่ยวข้องไม่น้อย คนพวกนั้นคงรอดยาก”
“ก็ดีแล้วนี่” จี้หยางพูด “ฉันรักสันติภาพของโลก”
เจียงเหย่หันกลับมามองเธอพร้อมรอยยิ้ม
“เอาเถอะ” จี้หยางพูดต่อ “ฉันไม่ได้มีอุดมการณ์ยิ่งใหญ่ขนาดนั้นหรอก แค่หวังว่าจะมีคนทำผิดน้อยลง ทุกคนมีความคิดจิตใจที่ดี แล้วก็ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขกันมากขึ้น”
เจียงเหย่หันกลับไป ปั่นจักรยานต่อ
เขาพูดว่า “วันนี้ตอนเที่ยงเหล่าหวังเรียกพี่ไปกินข้าว สุดท้ายดันเจอต้ากังเข้า”
อวี๋ต้ากังเป็นเพื่อนร่วมงานที่โรงงานเก่าของเจียงเหย่
“แล้วเป็นยังไงต่อ” จี้หยางถาม เจียงเหย่พูดถึงต้ากังขึ้นมาแบบนี้ คงไม่ใช่แค่บังเอิญเจอกันแน่ ต้องมีเรื่องอะไรสักอย่าง
“ต้ากังก็ไปกินข้าวกับเพื่อนพอดี หลังจากนั้นพวกเราก็เลยนั่งโต๊ะเดียวกัน”
“เขาบอกว่าช่วงนี้หัวหน้าหยางลางาน”
“ลางานเหรอ หรือว่าเพราะลูกสาวของเธอ?” จี้หยางถาม
“ใช่ หลิวเย่าจงเหมือนถูกหยางอวี้เหมยส่งขึ้นแท่นประหารด้วยมือตัวเอง หยางอวี้เหมยรับไม่ไหว ช่วงนี้เลยป่วย ไม่กินไม่นอน ได้ยินว่าซูบผอมลงมาก รู้สึกว่าตัวเองทำผิดไป”
