“ก็จริงนะ” แม่เจียงยิ้มบาง ๆ “ในฐานะอาสะใภ้ ฉันแค่รู้สึกสงสารเธออยู่บ้าง เด็ก ๆ บ้านเจียงของเราก็เหมือนกันทั้งนั้น จะมาแบ่งแยกสูงต่ำอะไรกันได้อย่างไร พี่ชายเธออายุมากกว่าแค่สองปียังยึดห้องหลักไปครอง ส่วนเธออายุน้อยกว่าเขาแค่สองปี กลับต้องไปอยู่ห้องข้าง”
“แต่เรื่องนี้ก็ไม่เห็นเป็นไร คนหนุ่มสาวจะลำบากสักหน่อยแล้วอย่างไร ใช่ไหมล่ะ”
“แต่…จื้อหย่วน เธอแต่งงานแล้วก็ต้องมีลูกใช่ไหม พอมีลูกแล้วจะให้อยู่ห้องนั้น อากาศร้อนขนาดนี้ ไม่เป็นลมแดดหรือ”
“ฉันไม่ได้หมายความอย่างอื่นหรอก แค่สงสารหลานชายที่ยังไม่ทันลืมตาดูโลกของฉันน่ะ”
จี้หยางที่ฟังอยู่ข้าง ๆ แทบอยากปรบมือให้ สมกับคำที่ว่าขิงยิ่งแก่ยิ่งเผ็ด รู้จักจี้จุดปัญหาจากต้นตอ ไม่เสียแรงที่ทำงานในสหพันธ์สตรี เข้าใจวิธีอ่านใจคน คำพูดล้วนมีเหตุผล ทั้งยังแฝงความห่วงใยของผู้ใหญ่ ไม่ได้เสียดสีเหน็บแนมแม้แต่น้อย แต่ทุกคำกลับแทงใจดำ
เจียงจื้อหย่วนเม้มปาก เห็นได้ชัดว่าเริ่มไม่พอใจ
จี้ม่านเองก็หลุบตาลง ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่
แม่เจียงยกถ้วยขึ้นจิบน้ำ วางลงแล้วเอ่ยต่อ
“ถึงความสัมพันธ์ระหว่างบ้านเธอกับบ้านเราจะไม่ค่อยดีนัก แต่กระดูกหักก็ยังมีเส้นเอ็นยึดอยู่ เขียนคำว่าเจียงคำเดียวก็เขียนออกมาเป็นสองคำไม่ได้ ยิ่งไปกว่านั้น ฉันก็ทำงานในสหพันธ์สตรี หากต่อไปบ้านเธอมีเรื่องขัดแย้งอะไร ก็มาหาอาสะใภ้ได้เลย อาสะใภ้ต้องเข้าข้างเธอแน่ ถึงตอนนั้นฉันจะไปช่วยพูดให้ถึงบ้าน”
