รองหัวหน้าหยางคงไม่พูดอะไรต่อหน้า แต่คนใกล้ชิดย่อมรู้ดีว่าเขาไม่ชอบจี้หยาง
พวกนั้นจึงเป็นฝ่ายทำบางอย่างเพื่อเอาใจเขา
ถึงรองหัวหน้าหยางจะไม่ได้คิดเช่นนั้นก็ตาม
อีกอย่าง ก็แค่พูดไปสองสามคำ ไม่ได้ส่งผลอะไร โดยทั่วไปแล้วไม่ใช่เรื่องใหญ่ สหายหญิงมักขี้อาย ส่วนหวังโส่วอี้ก็อายุมากแล้ว ฟังผ่านหูไปก็จบ
คาดว่าหวังโส่วอี้เองก็คงนึกไม่ถึงว่าจะเจอคนหัวแข็งเข้าให้
จี้หยางเอาจริงเอาจังกับเขาเสียด้วย
ก่อนหวังโส่วอี้จะย้ายมาสหภาพแรงงาน รองประธานหลิวกับประธานหม่าก็เคยประเมินเขามาแล้ว เห็นว่าเขาพอมีความรู้ ทั้งยังขยันขันแข็งและทำงานจริงจัง
คิดว่าเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายวัฒนธรรมและการศึกษาก็ไม่มีปัญหา ใครจะนึกว่าเขาจะไร้หัวคิดถึงเพียงนี้
แต่ตอนนี้รองประธานหลิวไม่ได้แสดงความเห็นอะไร เพียงยิ้มพลางพูดกับหวังโส่วอี้ว่า “เสี่ยวหวัง เสี่ยวจี้บอกว่าเธอมีสำนึกทางความคิดต่ำ เธอก็พูดบ้างสิ ทุกคนนั่งอยู่ด้วยกันก็เพื่อจะได้พูดคุยให้เข้าใจกัน”
หวังโส่วอี้เช็ดหน้าผาก เขาไม่เคยเจอหญิงสาวแบบนี้มาก่อนจริง ๆ
แค่เรื่องเล็กน้อยเท่านี้ กลับวิ่งไปพูดจ้อหน้าผู้นำ
“ประธานหลิว พวกเราอยู่สำนักงานเดียวกัน เป็นเพื่อนร่วมงานที่เดียวกัน เวลาพูดจาก็ย่อมตามสบายบ้าง บางครั้งก็หยอกล้อกันบ้าง”
“ตามปกติ ผมพูดไป เธอฟัง ถ้าไม่อยากฟังก็พูดกับผมสักสองคำ แล้วเรื่องก็จบ”
“สหายจี้ตีโพยตีพายเกินเหตุไปหน่อย”
“ผมว่าไม่เห็นจำเป็นเลย ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร ยังอุตส่าห์มาถึงต่อหน้าประธานอย่างคุณ”
