กระทั่งในห้องผู้ป่วยเหลือเพียงจี้เฉิงและเฉินเยี่ยนชวนสองคน จี้เฉิงถึงได้เดินมาข้างเตียงของเฉินเยี่ยนชวนด้วยสีหน้าไม่ค่อยดีนัก เอ่ยว่า “มีอะไรจะพูด ก็พูดมาเถอะ”
“ผมอยากขอให้พวกคุณ ให้เวลาผมอีกสักหน่อย” เฉินเยี่ยนชวนเงียบไปนาน ก่อนจะเอ่ยกับจี้เฉิงเสียงต่ำ
“หมายความว่ายังไง” จี้เฉิงขมวดคิ้ว
“ก่อนหน้านี้ เป็นผมเองที่ดูแลหร่านหร่านไม่ดีพอ พวกคุณจึงมีข้อตำหนิกับผมก็เป็นเรื่องปกติ” เฉินเยี่ยนชวนตัดสินใจเปิดอกพูดตรงๆ
จี้เฉิงไม่รอให้เฉินเยี่ยนชวนพูดจบ ก็แสดงสีหน้าโกรธกรุ่น “เฉินเยี่ยนชวน ถ้าคุณแค่รู้สึกว่าหร่านหร่านดูแลคุณตอนคุณบาดเจ็บหมดสติอยู่ช่วงหนึ่ง แล้วรู้สึกติดค้างในใจ ก็เลยสงสารเธอ ไม่จำเป็นต้องทำอย่างนั้นเลย! หร่านหร่านของเราไม่ต้องการความเห็นใจจากคุณ!”
ความรู้สึกที่เกิดจากความสงสารแบบนี้ กำหนดไว้ว่าชีวิตแต่งงานก็ไม่อาจยืนยาว!
อีกอย่าง จี้เฉิงได้ยินว่าท่านตาแก่ของบ้านตนข่มขู่บีบบังคับให้เฉินเยี่ยนชวนต้องแต่งงานกับจี้หร่าน หลังจากนั้นทั้งสองยังทะเลาะกันยกใหญ่ ในใจของจี้เฉิง ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าการที่จี้หร่านต้องมีความสุข ชีวิตแต่งงานที่ได้มาด้วยการบีบบังคับ ลองคิดดูก็รู้ว่าจะลงเอยอย่างไร!
ทว่าเฉินเยี่ยนชวนกลับมองจี้เฉิง พูดทีละคำอย่างจริงจังว่า “ผมไม่ได้สงสารเธอ”
บางทีตอนนี้พวกเขาอาจไม่เชื่อเขา แต่ครั้งนี้ เขาอยากให้โอกาสจี้หร่านและตัวเขาเอง ให้โอกาสตัวเองสักครั้ง
ในตอนที่เพิ่งฟื้นขึ้นมาเมื่อครู่ มีบางเรื่องที่เขาคิดได้ชัดเจนพอแล้ว
จี้เฉิงขมวดคิ้วเขม็งจ้องเขา ในแววตามีทั้งเชื่อและไม่เชื่อ
……
เมื่อถึงฤดูหนาว เมืองหังโจวมีหิมะตกหนักครั้งหนึ่ง
นั่นเป็นหิมะหนักที่เมืองหังโจวไม่มีมานานนัก ตกต่อเนื่องสามวันสามคืน
เมื่อแสงอาทิตย์แรกส่องกระทบขอบเตียง เจียงเย่าประคองร่างน้อยๆ ที่ห่ออยู่ในผ้าห่อตัว อย่างทะนุถนอมวางลงข้างเตียง แล้วให้สวี่ฉางเซี่ยดู
สวี่ฉางเซี่ยคลอดยากสองวันหนึ่งคืน นอนอยู่บนเตียงในสภาพแทบหมดเรี่ยวแรง เมื่อเห็นใบหน้าเล็กๆ เหี่ยวย่นนั่นในชั่วพริบตา น้ำตาก็ไหลอาบแก้มอย่างห้ามไม่อยู่
