คำพูดบางอย่างไม่จำเป็นต้องเอ่ยออกมาตรง ๆ
เฉินเยี่ยนชวนฟังความหมายแฝงในคำพูดของสวี่ฟางเฟยออก
ในเวลานี้ เขาไม่อยากให้สวี่ฟางเฟยและคนอื่น ๆ ต้องลำบากใจเพราะเขา
ทั้งสองเดินกลับเข้ามาในห้องผู้ป่วยตาม ๆ กัน เฉินเยี่ยนชวนหยิบเสื้อนอกของตัวเองบนโซฟาข้าง ๆ ขึ้นมาทันที แล้วกล่าวกับพี่เหอและคนอื่น ๆ ในห้องว่า “ทางกรมยังมีงานต้องจัดการอีก ผมขอตัวก่อนนะครับ”
ระหว่างพูด สายตาไม่มองไปที่สวี่ฉางเซี่ยบนเตียงคนป่วยอีกเลย หันหลังเดินเร็ว ๆ ออกไป
เมื่อเขากลับถึงกรม เลขาหวูเพิ่งจัดการงานในมือเสร็จพอดี และกำลังจะไปหาที่สกุลเจียง
“เดี๋ยวเธอส่งคนไปเฝ้าอยู่ด้านนอกสกุลเจียงนะ อย่าให้ใครเห็น” ทันทีที่เห็นเลขาหวู เฉินเยี่ยนชวนก็ก้มลงกระซิบสั่ง
เลขาหวูส่งสายตาให้เฉินเยี่ยนชวน
เฉินเยี่ยนชวนมองเธอ อดขมวดคิ้วไม่ได้ ถามกลับว่า “มีอะไรหรือ”
“เยี่ยนชวน” ในจังหวะที่เลขาหวูไม่รู้จะเอ่ยปากอย่างไร จี้หร่านก็เดินออกมาจากห้องด้านหลังเลขาหวู
เฉินเยี่ยนชวนคิดว่า หลังจากเรื่องคราวก่อน สกุลจี้คงบังคับให้จี้หร่านแยกจากเขาเสียแล้ว ไม่คิดว่าจี้หร่านจะมาอีก
ทั้งสองสบตากัน จี้หร่านเห็นความสงสัยในแววตาของเฉินเยี่ยนชวน จึงอธิบายให้เขาฟังว่า “วงออเคสตราของเราบังเอิญมาเรียนรู้และแสดงที่หังโจวในเดือนนี้พอดีค่ะ”
เฉินเยี่ยนชวนชะงักไปครู่หนึ่ง ถามกลับว่า “กินข้าวหรือยัง”
“ยังไม่ได้กินเลยค่ะ” จี้หร่านยิ้มให้เขาแล้วพูดว่า “ซ้อมเสร็จฉันก็มาหาคุณทันที”
“งั้นก็ไปหาอะไรกินแถวนี้ด้วยกันสักหน่อยแล้วกัน” เฉินเยี่ยนชวนคิดครู่หนึ่งแล้วก็พูดเสียงเบา
ในร้านอาหาร จี้หร่านกินไปได้ไม่กี่คำก็วางตะเกียบลง มองไปที่เฉินเยี่ยนชวนซึ่งนั่งฝั่งตรงข้าม
