ฉินอ้าวเสวี่ยมีสีหน้าไม่พอใจ พลางกล่าวว่า “เธอก็พูดเองว่าเป็นแค่ข่าวลือ ต่อให้คนตระกูลเจียงพูดแบบนั้นจริง ก็แปลว่าพวกเขาพูดถูกหรือไง? แล้วเธอรับประกันได้ยังไงว่าไม่ใช่คนตระกูลเจียงที่จงใจปล่อยข่าวใส่ร้ายเจียงเหยียน?”
“ฉินเจิ้ง ฉันอายุมากกว่าเธอ กินเกลือมากกว่าเธอ เธอรู้ไหมว่าฉันคิดยังไง?”
ฉินเจิ้งตอบว่า “คุณป้าพูดมาได้เลยครับ”
ฉินอ้าวเสวี่ยกล่าวว่า “ฉันคิดว่าถ้าอยากรู้จักใครสักคน เราไม่ควรใช้แค่ตาดู ยิ่งไม่ควรฟังว่าคนอื่นพูดถึงเขายังไง แต่ควรใช้ใจของเรามองเขาเอง”
มุมปากของฉินเจิ้งกระตุกขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ
คำพูดนี้ฟังแล้วเจ็บแปลบ คล้ายกำลังเหน็บแนมเขาอยู่กลาย ๆ
เรื่องมองคนของเขามีปัญหาอยู่จริงนิดหน่อย
ฉินอ้าวเสวี่ยเลิกคิ้ว ก่อนพูดต่อว่า “ใจฉันบอกว่าเจียงเหยียนไม่ใช่คนอย่างที่คนนอกลือกันเลย แล้วฉันก็เชื่อสายตาของเฉิงโจว คนที่เขาเลือกไม่มีทางผิด”
ฉินเจิ้งรู้สึกเหมือนโดนลูกหลง...
ฉินอ้าวเสวี่ยกล่าวว่า “ต่อไปฉันหวังว่าเธอจะเลิกเล่นงานเจียงเหยียน แล้วก็อย่าพูดอะไรแบบนี้ต่อหน้าฉันหรือคนในบ้านอีก ไม่อย่างนั้นฉันจะเชิญเธอออกไปเอง ต่อไปก็ไม่ต้องมาอีก”
เมื่อเห็นฉินอ้าวเสวี่ยเชื่อใจเจียงเหยียนขนาดนี้ ฉินเจิ้งจึงไม่พูดอะไรต่อ
“ขอโทษครับคุณป้า ผมพูดไม่คิดเอง คุณป้าพูดถูก ผมไม่ควรเชื่อข่าวลือข้างนอก ผมสัญญาว่าต่อไปจะไม่เล่นงานเจียงเหยียน และจะตั้งใจทำความรู้จักเธอให้มากขึ้น”
สีหน้าของฉินอ้าวเสวี่ยจึงผ่อนคลายลงบ้าง “แบบนี้สิ เอาละ ช่วงสองสามวันนี้ฝากเธอดูแลเฉิงเหล่ยด้วย ฉันจะไปโทรหาสามี เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในบ้านให้เขาฟัง”
