สายตาของซูเจ๋อทอดผ่านฝูงชนไปหยุดยังเงาร่างที่หดคออยู่ด้านหลังเซี่ยอวิ๋นโหลว
หลิวเฉิงเปลี่ยนมาสวมชุดผ้าไหมสีเทาอมเขียว เส้นผมหวีจนมันเงา ทว่ากลิ่นอายบ่าวรับใช้บนใบหน้ากลับปิดบังไม่มิด
เขาค้อมตัวเล็กน้อย เดินตามหลังเซี่ยอวิ๋นโหลวอย่างกระชั้นชิด ห่างเพียงครึ่งก้าว
ราวกับสุนัขที่กระดิกหางประจบเจ้าของ
ชิวหยางก็เห็นเช่นกัน เขากระซิบเสียงเบา “แย่แล้ว ลืมเจ้านั่นไปเสียสนิท”
ซูเจ๋อถาม “หลิวเฉิงไปเกี่ยวดองกับเซี่ยอวิ๋นโหลวได้อย่างไร?”
“ก่อนหน้านี้หลิวเสี่ยนก็เป็นคนของเซี่ยอวิ๋นโหลวอยู่แล้ว”
ชิวหยางลดเสียงลง
“ตำแหน่งในกองตรวจการที่เขาได้มา ก็เป็นตระกูลเซี่ยจัดการให้ หากอาศัยรากฐานเพียงน้อยนิดของเขา คงสอบรอบแรกไม่ผ่านด้วยซ้ำ หลิวเฉิงกำลังเดินตามรอยพี่ชาย ไปเกาะตระกูลเซี่ยนั่นเอง”
สายตาของเซี่ยอวิ๋นโหลวกวาดผ่านชั้นสอง ก่อนหยุดอยู่ที่ซูเจ๋อชั่วขณะ
ดวงตาคู่นั้นงดงามยิ่ง หางตาเรียวเชิดขึ้น เผยความสูงศักดิ์อันเป็นเอกลักษณ์ของคุณชายตระกูลใหญ่
ซูเจ๋อไม่หลบเลี่ยง สบตาเขาตรงๆ
เซี่ยอวิ๋นโหลวเป็นฝ่ายเบือนสายตาก่อน ราวกับมองเห็นก้อนหินไร้ค่าอยู่ข้างทาง
ชิวหยางรีบดึงแขนเสื้อซูเจ๋อ
“พวกเราไปกันเถอะ เจ้านี่แค้นฝังใจและเอาคืนไม่เลิกรา หลิวเฉิงคงเล่าเรื่องของเจ้าเสียจนเกินจริงไปแล้ว หากยังอยู่ที่นี่ ไม่แน่ว่าประเดี๋ยวจะเกิดเรื่องอะไรขึ้น”
ซูเจ๋อส่ายหน้า
“ข้าจะหนีไปที่ใด? ออกจากเมืองไปอยู่กลางป่ารกร้าง เขายิ่งลงมือได้สะดวกกว่า อยู่ในเมืองกลับปลอดภัยกว่า หากข้าเข้าไปอยู่ในกองตรวจการ สวมเครื่องแบบทางการ เขาคงไม่ถึงกับสังหารมือปราบกลางถนน”
