การฝึกดำเนินตั้งแต่ 8 โมงเช้าจนถึง 6 โมงเย็น
ตำรวจหนุ่มทั้งห้าคนไม่เคยเหนื่อยขนาดนี้มาก่อน หม่าเชานอนแผ่อยู่บนพื้น หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงราวกับสูบลม เหงื่อเม็ดโตไหลอาบใบหน้า เขาครางออกมาไม่หยุด “ผม... ผมไม่ไหวแล้ว... ไม่ไหวจริง ๆ...”
ตำรวจหญิงสองคนนั่งพิงกันอยู่บนขั้นบันได เส้นผมเปียกชุ่มแนบหน้าผาก แทบไม่เหลือแรงจะพูด มีเพียงซูเสี่ยวที่ยังพอไหว แม้จะหอบอยู่บ้าง แต่อย่างน้อยก็ยังยืนตรง หลังไม่งอ
เจียงเลี่ยเดินเข้าไป ยื่นน้ำให้ทุกคนคนละชาม
“พรุ่งนี้จะดีขึ้น” เขาพูด
หม่าเชารับน้ำไปดื่มอึก ๆ ครึ่งชาม พอหายใจคล่องขึ้นจึงถามว่า “ครูฝึกเฉิน... ฝึกคุณแบบนี้ทุกวันเลยเหรอครับ?”
“นี่ถือว่าเบาแล้ว” เจียงเลี่ยตอบ “ปกติผมตื่นตีห้าครึ่ง วิ่งก่อน 10 กิโลเมตร แล้ววิดพื้น 200 ครั้ง ซิตอัป 200 ครั้ง เสร็จแล้วก็ฝึกถือปืน ฝึกต่อสู้ ช่วงบ่ายเรียนวิชาสามัญ ตกกลางคืนยังต้องวิ่งอีก 5 กิโลเมตร”
หม่าเชาฟังแล้วหน้าซีดเผือด
ซูเสี่ยวเองก็มองเจียงเลี่ยแวบหนึ่ง
“คุณนอนวันละกี่ชั่วโมง?”
“ห้าหกชั่วโมงมั้ง” เจียงเลี่ยตอบ “ชินแล้ว”
ซูเสี่ยวไม่พูดอะไร แต่แววตาของเธออ่อนลงเล็กน้อย
มื้อเย็นเจียงเลี่ยเป็นคนทำ เขาตุ๋นผักหม้อใหญ่ ใส่ผักกาดขาว มันฝรั่ง วุ้นเส้น แล้วก็เติมต้นหอมป่าลงไปกำมือหนึ่ง หอมจนทุกคนแทบกลืนลิ้นตัวเอง โจวเจิ้งกินมูมมามที่สุด เขาซดโครก ๆ กวาดไปสองชามใหญ่ ก่อนเรอออกมาแล้วพูดว่า “ฝีมือเสี่ยวเลี่ยนี่เทียบร้านอาหารในเมืองเอกของมณฑลได้เลยนะ”
“ลุงโจว อย่าชมผมเลยครับ ก็แค่เอาทุกอย่างใส่หม้อตุ๋นมั่ว ๆ พอหิวอะไรก็อร่อยทั้งนั้นแหละ”
กินเสร็จแล้ว โจวเจิ้งก็พาทั้งห้าคนกล่าวลาและลงเขา
ซูเสี่ยวเดินมาถึงประตูแล้วหยุดชะงัก ก่อนจะล้วงของชิ้นหนึ่งจากกระเป๋ายื่นให้เจียงเลี่ย
มันคือช็อกโกแลตแท่งหนึ่ง
“วันนี้ขอบคุณนะ” ซูเสี่ยวพูด “ตั้งใจฝึกให้ดี อย่าปล่อยให้ฝีมือตก”
เจียงเลี่ยรับมา พลิกดูไปมา
“ผู้กองซู นี่หมายความว่ายังไงครับ? ของแทนใจเหรอ?”
ซูเสี่ยวไม่พูดสักคำ ยกเท้าเตะเขาทันที
เจียงเลี่ยหัวเราะพลางหลบ “ล้อเล่นน่า ล้อเล่นครับ ผู้กองซู อย่าโกรธเลย”
ซูเสี่ยวถลึงตามองเขา ก่อนหันหลังเดินจากไป
