เมฆขาวลอยเอื่อยอยู่บนฟ้า
เจียงหยางโอบเอวบางของฮูซูซู เดินทอดน่องไปทั่วค่าย
สายตารอบข้างพากันเหลือบมองพวกเขาเป็นระยะ เต็มไปด้วยแววอยากรู้อยากเห็นและอิจฉา
เจียงหยางไม่ใส่ใจสายตาเหล่านั้นแม้แต่น้อย ยังคงโอบเอวฮูซูซูเดินต่อไปอย่างไม่เกรงใจใคร ราวกับจักรพรรดิกำลังอวดอาภรณ์ชุดใหม่ ทำเอาฮูซูซูส่งเสียงหอบหวนเป็นระยะ ดวงตางามฉายแววขุ่นเคืองปนตัดพ้อ
ยามนี้เจียงหยางรู้สึกราวกับเด็กหนุ่มผู้กำลังลำพองใจ ได้ขี่ม้าควบฉิวไปตามสายลมวสันต์
ร่างกายเบาหวิว ฝีเท้าก็ล่องลอย ความเหนื่อยล้าจากงานหนักตลอดทั้งคืนราวกับถูกฉีดสารกระตุ้นเข้าไป จนเขารู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทั้งตัว
เขารู้สึกว่าตอนนี้ร่างกายเต็มไปด้วยพละกำลัง แค่ต่อยหมัดเดียวก็ฆ่าวัวได้ทั้งตัว!
แม้สีหน้าฮูซูซูจะดูขัดเขิน แต่นางมิได้ต่อต้านจากใจ ยิ่งเจียงหยางโอบนางแน่นเท่าไร นางก็ยิ่งยินดีเท่านั้น!
นั่นแสดงว่าเจียงหยางชอบนางมาก อีกทั้งยังโอบนางเดินต่อหน้าผู้คนมากมาย นี่เท่ากับประกาศให้ทุกคนรู้ว่าฮูซูซูเป็นหญิงของเขา
เมื่อเผชิญกับทุกสิ่งนี้ ใบหน้านางก็แดงระเรื่อ ร่างกายแนบชิดเจียงหยางขณะเดินไปหาพวกพ้องที่กำลังง่วนทำงาน
แต่จู่ ๆ มือข้างหนึ่งก็ลูบไล้เข้าไปในผ้าหนังสัตว์ที่พันรัดอกของนาง...
“อ๊า!”
ร่างฮูซูซูสะท้านวูบ ส่งเสียงร้องแหลมอย่างเคลิบเคลิ้มชวนให้คนคิดเตลิดไปไกล
โชคดีที่พวกเขาอยู่ห่างจากทุกคนพอสมควร มิฉะนั้นหากได้ยินเสียงหวานหูเช่นนี้เข้า คงได้หน้าแดงใจเต้นกันไปทั้งค่าย
สัมผัสนวดคลึงที่เกิดขึ้นกะทันหันทำให้ฮูซูซูผู้แสนอ่อนไหวตาพราวระยับ ใบหน้าแดงก่ำ นางรีบยกมือขึ้นกดที่อก จับมือซุกซนของเจียงหยางไว้ แล้วถลึงตาดอกท้อใสกระจ่างใส่เขา
“มีคนอยู่นะ ไว้ตอนกลางคืนไม่ได้หรือ?”
ฮูซูซูทำตาดุที่สุด แต่กลับเอ่ยถ้อยคำที่ชวนเขินอายที่สุด เสียงเบาราวแพรบาง ดุจเส้นสายแห่งความเสน่หาที่บิดรัดหัวใจเจียงหยางอย่างรุนแรง
