ไช่ขมวดคิ้วแน่น ยิ่งคิดก็ยิ่งสับสน
“ข้ามาจากเผ่าใหญ่จริง ๆ” เจียงหยางเห็นเช่นนั้นจึงเอ่ยขึ้น น้ำเสียงเต็มไปด้วยความอาลัย “และยังอยู่ห่างไกลมาก ไกลจนไม่มีวันกลับไปได้อีกแล้ว”
ไช่สัมผัสได้ถึงความเศร้าโศกที่แผ่ออกมาจากตัวเจียงหยาง เป็นความคิดถึงถิ่นไกลโพ้น ดุจสายลมแผ่วเบาพัดพาปุยหลิวล่องลอย ปรารถนาจะมีสถานที่ให้กลับไปพักพิง
“ข้าจะอยู่เป็นเพื่อนเจ้า!”
เวลานี้ไช่ลืมทุกสิ่งทุกอย่าง ในใจมีเพียงความคิดเดียว คืออยากยืนอยู่เคียงข้างเขา
เป็นคนเดียวที่อยู่เคียงข้างเขา และเป็นผู้ร่วมแบกรับทุกสิ่งกับเขา
ไม่ว่าเขาจะมาจากที่ใด เขาก็ยังคงเป็นเจียงหยาง!
“ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็เลี้ยงดูข้าสิ?”
จู่ ๆ เจียงหยางก็เอ่ยประโยคนี้ขึ้นมา มุมปากเผยรอยยิ้มผ่อนคลายสบายใจ
สายลมยามค่ำคืนเย็นสบาย พัดพาความเหนื่อยล้าจากใจไป ทำให้ทั่วร่างเปี่ยมพลัง พร้อมออกเดินทางอีกครั้ง
เขารู้ดี
ใจสงบ ที่ใดก็เป็นบ้าน!
“ได้สิ เจ้าเองก็กินไม่มากหรอก”
ไช่ยิ้มแย้มงดงาม ดอกกุหลาบป่าที่ถือกำเนิดในยุคดึกดำบรรพ์นี้ เพิ่งผลิบานเผยความงามของตนเป็นครั้งแรก
เจียงหยางมองแล้วชื่นตาชื่นใจ กลิ่นหอมอ่อนจางที่ไม่ฉุนแตะจมูกทำให้จิตใจของเขาสงบยิ่งนัก
เขาอดใจไม่ไหว โอบร่างไช่เข้ามาในอ้อมแขน แล้วซุกหน้าเข้าไปในกลิ่นหอมดุจกล้วยไม้ในหุบเขาอย่างแรง
สบายเหลือเกิน
นุ่มนิ่ม ล่องลอย...
หอมจริง ๆ!
หากต้องตายอยู่ตรงนี้...
เขาก็ยินดี!
ไช่มองชายหนุ่มที่โอบกอดนางอย่างไม่คิดเกรงใจ มุมปากเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ความเย็นชาและความเอาแต่ใจในวันวานมลายหายไปจนหมด เหลือเพียงความยินดีเต็มหัวใจ
“โอ้ กำลังกอดกันอยู่หรือ?”
ขณะที่ทั้งสองกอดกันแนบแน่น เสียงยั่วยวนชวนหยอกล้อก็ดังขึ้น
