“ความสำนึกผิดของเธอยังไม่จริงใจพอนะ!” เสิ่นเจาหยุ่นยืนกอดอกยิ้มอยู่ด้านหลังคนกลุ่มนี้
“แล้วผมต้องทำยังไงล่ะ? ผมใส่คำว่าเสียใจลงไปตั้งสองครั้งแล้วนะ
หรือว่าต้องคุกเข่าเขียน ถึงจะดูจริงใจ?
ไม่สิ... ผมคุกเข่าสารภาพผิดก็ได้นี่”
พูดถึงตรงนี้ นักเรียนคนนั้นก็ตบต้นขาตัวเองอย่างตื่นเต้น
พวกที่เดิมจับกลุ่มอยู่กับเขาพากันขยับหนีไปด้านข้าง
“ถุย! ลูกผู้ชายมีทองอยู่ใต้เข่า แค่ต้องถ่ายทอดสดสารภาพผิดก็น่าอายพอแล้ว
ยังจะคุกเข่าสารภาพผิดอีกเหรอ?”
เพื่อนนักเรียนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ พ่นคำใส่เขา
จ้าวหลิงพูดตามว่า “ถ้าเธอคุกเข่า แล้วพวกเราที่ยืนอยู่จะทำยังไง?
เธอคุกเข่าแล้วก็ทำให้ฉันดูไม่จริงใจน่ะสิ... ห้ามแข่งขันกันทำดีแบบเกินเหตุเด็ดขาด!”
“บ้าเอ๊ย บรรพ... เสิ่นเจาหยุ่นนี่หว่า” โจวป๋ออันหันกลับมาแล้วกระโดดโหยง
ตอนนี้สายตาที่โจวป๋ออันมองเสิ่นเจาหยุ่นช่างซับซ้อนเหลือเกิน
ดูเหมือนอยากเข้าใกล้ แต่ก็เหมือนกลัวอยู่ด้วย
คนอื่น ๆ ก็สะดุ้งโหยงราวกับโดนฟ้าผ่า ก่อนจะรีบหันกลับมามองเสิ่นเจาหยุ่นทันที
เสิ่นเจาหยุ่นเห็นท่าทางพวกเขาแล้วก็หลุดหัวเราะ
เฝิงก่วงที่เดิมทีหดคอด้วยความกังวล
พอเห็นปฏิกิริยาของทุกคนที่มีต่อเสิ่นเจาหยุ่น ก็เชิดหน้ามองพวกเขาอย่างได้ทีทันควัน
“แค่ก... เธอ... เธอจะทำอะไร?”
โจวป๋ออันกำลังกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
ถ้าไม่ใช่เพราะก่อนหน้านี้โดนเสิ่นเจาหยุ่นเล่นงานตอนสอบประเมิน แถมยังเคยร่วมกับทุกคนไปล้อมเธอไว้ ตอนนี้พอรู้ว่าเสิ่นเจาหยุ่นคือบรรพบุรุษของเขา เขาคงรีบขอลายเซ็นบรรพบุรุษลงบนชุดรบอย่างตื่นเต้นไปแล้ว
แต่ตอนนี้...
เขารู้สึกสับสน ไม่รู้จะเผชิญหน้ากับเธอยังไง
ถ้าเสิ่นเจาหยุ่นรู้ว่าเขาจำเธอได้แล้ว รู้ว่าเธอคือไอดอล...
นิสัยร้ายกาจขนาดนี้ เขาว่ามันคงไม่ใช่เรื่องดีแน่
