โบรกเกอร์จางอดพูดไม่ได้ว่า “บรรพบุรุษ ทำไมไม่แสดงท่าทีอะไรบ้างเลยล่ะ?”
“จะแสดงอะไรล่ะ? ให้ประเมินเหรอ?” เสิ่นเจาหยุ่นหันไปมองเขา “ก็ดีนะ ทำให้คนของสหพันธ์รู้ว่าสัตว์ประหลาดยังอยู่มาตลอด... บทกวีบ้า ๆ ท่อนนั้นร้องยังไงนะ นึกออกแล้ว! ทรายเหลืองรบร้อยศึก ขับเมคาฝ่าฟัน ไม่ปราบสัตว์ประหลาด ไม่ขอกลับ!”
“หา? ทรายเหลืองอะไรล่ะ ต้องเป็นทรายทองสิ!” โบรกเกอร์จางมองบรรพบุรุษอย่างเลื่อนลอย
ทำไมจู่ ๆ ถึงท่องกลอนขึ้นมาได้? ถ้าอยากคุยกับบรรพบุรุษรู้เรื่อง นอกจากต้องเร่งอ่านความรู้เรื่องผลิตเมคาแล้ว ยังต้องไปเรียนกวีด้วยหรือไง?
“โง่เอ๊ย! อย่างนายสอบประวัติการพัฒนาเมคาได้ไม่ถึง 59 คะแนนหรอก!”
เซี่ยซิงอวี่เหลือบมองโบรกเกอร์จาง ก่อนจะไพล่มือไว้ด้านหลัง เลียนท่าทางตอนเหยียนจื่อกวงสอนหนังสือ “ในบันทึกความทรงจำส่วนตัวของเสิ่นเจาหยุ่น หน้า 194 บันทึกไว้ว่า เสิ่นเจาหยุ่นลุกขึ้นฝึกยุทธ์กลางดึกพร้อมขับบทกวีว่า ‘ทรายเหลืองรบร้อยศึก ขับเมคาฝ่าฟัน ไม่ปราบสัตว์ประหลาด ไม่ขอกลับ’...”
“แค่ก ๆ ๆ...” เสิ่นเจาหยุ่นสำลักอีกครั้ง รู้อย่างนี้ไม่น่าท่องบทกวีบ้า ๆ นั่นเลย
“อ๋อ ๆ! ที่แท้ก็เป็นบันทึกความทรงจำของเทพธิดาเสิ่นนี่เอง!” โบรกเกอร์จางเข้าใจในทันที ก่อนจะหยิบสมุดบันทึกออกมาเพิ่มหนังสือเล่มนี้ลงในรายการหนังสือที่ต้องอ่านทุกวัน
“แต่ว่า เสี่ยวอวิ๋นไม่ดีใจเหรอ? พวกเราได้กลายเป็นคนที่ถูกบันทึกไว้ในแผนที่ของถ้วยชิงอวี่แล้วนะ ไม่ว่าจะอีก 300 ปีหรือ 1,000 ปี ขอแค่ถ้วยชิงอวี่ยังอยู่ ชื่อชมรม เปลวเพลิงเอ็กซ์ของเราก็จะประทับอยู่ในประวัติศาสตร์ตลอดไป!”
เซี่ยซิงอวี่เบียดไปข้างเสิ่นเจาหยุ่นอย่างตื่นเต้น แล้วคว้าแขนอีกฝ่ายเขย่า
นอกจากบรรพบุรุษเซี่ยวั่นฉินแห่งตระกูลเซี่ยแล้ว เธอก็จะเป็นอีกคนที่มีชื่อปรากฏในประวัติศาสตร์ถ้วยชิงอวี่!
