เสิ่นเจาหยุ่นหันไปมองจ้าวจงอวี่ “ตอนนั้นนายเป็นคนบอกเองไม่ใช่เหรอว่าไม่เอา? ดูท่าชื่อเสียงของนายจะไม่ค่อยมีราคาเลยนะ ถึงขายไม่ออกสักชิ้น”
“เธอนี่มันสารเลวจริง ๆ… แค่ก ๆ ๆ…” จ้าวจงอวี่โกรธจนไอไม่หยุด
คนจากวิทยาลัยอื่น ๆ มองเสิ่นเจาหยุ่นด้วยสายตาราวกับกำลังมองปีศาจ
หลี่จิ่นเซวียนที่เดือดดาลอยู่ก่อนแล้วอดหันไปถามตู้ยวี่ไม่ได้ “เธอไม่เห็นเล่าเรื่องนี้ให้ฉันฟังเลย”
“เล่าไม่หมดหรอก… เรื่องชั่ว ๆ ที่เธอทำมีเยอะเกินไป วันแรกของการแข่งขัน พิโรธคลื่นคลั่งเปิดขาย มีคำสั่งซื้อตั้งเป็นพัน แต่พอเธอเอาออกมาประมูล… เฮ้อ…”
ตู้ยวี่เหลือบมองเสิ่นเจาหยุ่น ก่อนพูดต่อ “พวกเธอไม่รู้หรอกว่าคำโฆษณานั่นมันเจ็บแสบแค่ไหน ‘ยมทูต ยมทูต ยมทูตยังไม่ทันได้ออกศึกก็สิ้นชีพเสียแล้ว’ ถึงได้ชื่อว่ายมทูตไง”
ทุกคนสูดปากพร้อมกัน
“โหดเกินไปแล้ว!” หลี่จิ่นเซวียนมองจ้าวจงอวี่อย่างเห็นใจอยู่บ้าง
จู่ ๆ เธอก็รู้สึกว่าคนจากสถาบันจักรวรรดิโชคร้ายยิ่งกว่าคนจากวิทยาลัยอังโกลัวเสียอีก
“จะว่าไป คำโฆษณานั่นก็พูดไม่ผิดนะ ตลอดการแข่งขัน เมคายมทูตไม่ใช่ยังไม่ทันได้ออกศึกก็สิ้นชีพหรอกหรือ… คนที่ตอนแรกยังไม่ถอนคำสั่งซื้อ สุดท้ายก็ทนไม่ไหวจนกดยกเลิกกันหมด ทหารเมคาเดี่ยวกลัวตายที่สุด ชื่อยมทูตนี่เป็นลางไม่ดีจริง ๆ”
แม้จ้าวจงอวี่จะจ้องราวกับอยากฆ่า ตู้ยวี่ก็ยังยืนกรานพูดความเห็นของตัวเองจนจบ
คนปากมากก็เป็นแบบนี้แหละ เก็บความลับไม่อยู่ ต่อให้โดนตีตายก็ต้องพูดให้จบก่อน
เสิ่นเจาหยุ่นส่ายหน้า ถอนใจอย่างเสียดาย “โธ่! ฉันบอกแล้วไงว่าชื่อยมทูตไม่เป็นมงคล ในสายตาฉันมีแต่ของที่ขายผิด ไม่มีคำโฆษณาที่ตั้งผิดหรอก! นักขายมือทองอย่างฉันยังพลาดท่าให้ยมทูตได้ ซวยชะมัด ขับเมคายมทูตแล้วไม่กลัวตายหรือไง”
