“ว้าว!”
“เฉียดไปนิดเดียวเอง!”
“เจ้าคนโชคร้ายนั่นจะได้ของไหมนะ?”
คนอื่น ๆ พากันตะลึง
จังหวะนี้ช่างพอดีและไม่พอดีเอาเสียเลย
ขวานทั้ง 10 เล่มที่ลอยอยู่กลางอากาศยังคงเปล่งแสง
เสิ่นเจาหยุ่นเร่งพวกเขาว่า “รีบหน่อย พวกเธอเหลือเวลาไม่มากแล้วนะ”
เจิ้งจื่อเฟิง หัวหน้าทีมคลื่นซัดคลื่นโถม รีบก้าวออกมาพูดว่า “ท่านปู่ทวด ผมเอาขวานที่แพงที่สุด!”
สีหน้าของฉื่อฉินแข็งค้างไปชั่วขณะ ก่อนจะพยักหน้า
เจิ้งจื่อเฟิงหันไปมองทุกคนอย่างได้ใจ “ดูฉันไว้เป็นตัวอย่างนะ! เพื่อนร่วมทีมของพวกนายโง่เกินไปแล้ว เห็นแก่ที่พาพวกฉันมาถึงที่นี่ ฉันจะสอนให้สักหน่อย
เวลาทำข้อสอบเลือกตอบแบบนี้ ต้องมองให้ออกว่าฝ่ายตรงข้ามวางกับดักทางภาษาไว้ยังไง แล้วเลือกคำตอบให้ตรงกับเงื่อนไขตอนนี้ ต้องใช้สมองกันหน่อย ส่วนคำตอบของฉันน่ะดีที่สุดแล้ว!”
ลูกทีมที่ตามหลังเจิ้งจื่อเฟิงมาก็รีบก้าวออกมาพูดตามว่า “ท่านปู่ทวด ผมขอขวานที่ราคาไม่น้อยกว่าขวานของหัวหน้าทีมครับ”
พูดจบ เขาก็มองหัวหน้าทีมของตัวเองด้วยสีหน้าซาบซึ้ง
หัวหน้าทีมตบไหล่เขาแล้วกล่าวว่า “นายเป็นคนที่เชื่อฟังฉันที่สุด ถึงได้มีชีวิตยืนยาวเท่าฉันไง หวังว่าหลังการแข่งขันครั้งนี้ หลูเจิงกับพวกจะได้บทเรียนไปบ้าง”
“ครับ หัวหน้าทีม! นี่คือเกียรติยศและชัยชนะของพวกเรา!” ลูกทีมของเขายืดอกยืนเคียงข้าง ราวกับอยากโพสท่าถ่ายรูปด้วยซ้ำ
เสิ่นเจาหยุ่นอดส่ายหน้าไม่ได้
