หลี่จิ่นเซวียนตวาดว่า “อย่าเข้ามาใกล้ฉันนะ! ที่พวกเราพูดกันเมื่อครู่ก็เป็นความจริงทั้งนั้น เมคาพลังจิตมันก็เป็นแค่เรื่องตลก!”
เสิ่นเจาหยุ่นหยุดเดิน ก่อนเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจว่า “นักศึกษาหลี่จิ่นเซวียน เธอเชื่อสถาบันวิจัยซูไหลเท่อขนาดนั้นเลยหรือ? พวกเธอเซ็นสัญญากับสถาบันวิจัยซูไหลเท่อกันหมดแล้วหรือ? เรียนปีไหนแล้วล่ะ?”
หลี่จิ่นเซวียนเบือนหน้า “แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเธอ?”
“ปีนี้เธออยู่ปีสาม ยังไม่ได้เซ็นสัญญากับซูไหลเท่อ กฎของซูไหลเท่อคือ พอขึ้นปีสี่จะต้องสอบเข้าทำงาน ต่อให้เป็นนักศึกษาจากวิทยาลัยอังโกลัวก็ต้องสอบผ่านก่อนถึงจะได้เข้าทำงาน แต่ถ้าคำนึงถึงเส้นทางอาชีพของเธอแล้ว คงเรียนต่อปริญญาโทก่อนค่อยเข้าทำงาน”
คนที่พูดคือหลิ่วอิน ผู้เคยเรียกร้องให้เปลี่ยนตำราเรียนในวิชาของเหยียนจื่อกวง
ตอนนั้นหลิ่วอินอยากสอบเข้าศึกษาต่อระดับบัณฑิตศึกษาที่วิทยาลัยอังโกลัว จึงเรียกร้องให้เปลี่ยนตำราเรียน ด้วยเหตุนี้เธอจึงเข้าใจข้อมูลพื้นฐานบางอย่างเกี่ยวกับวิทยาลัยอังโกลัวเป็นอย่างดี
“ยังไม่ได้เซ็นสัญญาสินะ...” เสิ่นเจาหยุ่นชี้ไปยังนักศึกษาอีกสามคน “งั้นพวกเธอก็ยังไม่มีใครเซ็นสัญญาเลยสินะ”
หลี่จิ่นเซวียนรู้สึกเย็นวาบไปทั้งแผ่นหลัง จึงตะโกนข่มขวัญว่า “ตกลงเธอจะเอายังไงกันแน่?”
“พวกเธอคิดจริง ๆ หรือว่าเมคาพลังจิตจะไม่มีวันเกิดขึ้น? คิดจริง ๆ หรือว่าเมคาพลังจิตเป็นแค่เรื่องตลก?” เสิ่นเจาหยุ่นกอดอก กวาดตามองทุกคนจากวิทยาลัยอังโกลัวอย่างหยิ่งผยอง
พอเซี่ยซิงอวี่เห็นท่าทีของเสิ่นเจาหยุ่น หัวใจก็พลันสงบลง
