จากประสบการณ์ที่เคยโดนเสิ่นเจาหยุ่นเล่นงานมาก่อน เขารับประกันได้เลยว่าคราวนี้เสิ่นเจาหยุ่นต้องสวนอีกฝ่ายจนพูดไม่ออกแน่
นักศึกษาเอกการต่อสู้ด้วยหุ่นยนต์คนอื่น ๆ ดูเหมือนจะมีที่พึ่งแล้ว ต่างพากันเลียนแบบคำพูดของเสิ่นเจาหยุ่นแล้วด่าพวกเอกตรงข้ามว่าโง่
จะโง่ตรงไหนน่ะหรือไม่รู้หรอก แต่ในเมื่อเสิ่นเจาหยุ่นบอกว่าโง่ ก็ต้องหาจุดโง่ของอีกฝ่ายเจอแน่
เสิ่นเจาหยุ่นเดินไปที่แท่นบรรยาย
เธอยื่นมือขวาไปทางเหยียนจื่อกวงที่ยังคงห่อเหี่ยว “หนังสือมันตาย แต่คนยังมีชีวิต อาจารย์ ขอยืมปากกาโฟตอนหน่อยค่ะ”
พอเหยียนจื่อกวงเห็นเสิ่นเจาหยุ่น มุมปากที่เมื่อครู่ยังตกอยู่ก็พลันยกขึ้นอีกครั้ง
เขาตบไหล่เสิ่นเจาหยุ่นเบา ๆ “อาจารย์ไม่เป็นไรหรอก อย่าไปทะเลาะกับเพื่อนเลย ลงไปเรียนเถอะ”
“หนูไม่มีแรงเหลือเฟือไปทะเลาะกับพวกเขาหรอกค่ะ” เสิ่นเจาหยุ่นข่มใจไม่ให้กลอกตา แล้วแกว่งมือขวาไปมา
เหยียนจื่อกวงคิดว่าเสิ่นเจาหยุ่นปากไม่ตรงกับใจ จึงยิ้มพลางพูดว่า “อาจารย์รู้ว่าเธอช่วยอาจารย์
แต่พวกเขาก็ไม่ได้พูดผิด หลักสูตรการสอนของพวกเราในอดีตตามยุคสมัยไม่ทันจริง ๆ”
“ใช่ค่ะ! สถาบันสหพันธ์ที่หนึ่งไม่ปรับปรุงตำราเรียนให้ทันยุคสมัย ถือเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่
แต่การทิ้งรากฐานของเมคา แล้วหันไปเรียนเรื่องอื่นที่เกี่ยวกับเครื่องจักร จะถูกต้องเสมอไปหรือคะ?
อาจารย์ลืมจุดยืนของตัวเองในหนังสือ“ประวัติการพัฒนาเมคา”แล้วหรือคะ?”
เสิ่นเจาหยุ่นมองหน้ากระดาษเก่าที่เหยียนจื่อกวงถือไว้ในมืออีกข้าง
แม้ขอบกระดาษแผ่นแรกสุดจะเริ่มรุ่ยและงอนขึ้นแล้ว แต่ตัวหนังสือบนนั้นยังชัดเจน เป็นข้อมูลบางส่วนของเมคารุ่นแรกศูนย์
