“ตั้งใจอะไร?” จ้าวหลิงกำลังดูจนเลือดลมพลุ่งพล่าน พอได้ยินก็หันไปมองโจวป๋ออัน
“เสิ่นเจาหยุ่นน่ากลัวเกินไปแล้ว! น่ากลัวจริง ๆ!” โจวป๋ออันย้ำคำว่าน่ากลัวถึงสองครั้ง ขนลุกซู่ไปทั้งตัว
จ้าวหลิงอดตบไหล่เขาฉาดหนึ่งไม่ได้ “ก็พูดสิ! อย่าเอาแต่พูดว่าน่ากลัวได้ไหม!”
“เลิกอุทานได้แล้ว! เล่าละเอียด ๆ มาเลย!” เหวยชางเหยียนก็ตบไหล่อีกข้างของโจวป๋ออันอย่างแรง
ติงฉีซิวได้ยินคำพูดของโจวป๋ออันก็ขมวดคิ้ว สายตาเลื่อนจากเมคาสีน้ำเงินไปยังเมคาสีเงินดำแดงเขียว
วินาทีถัดมา ดวงตาของเขาเบิกกว้าง รอยย่นระหว่างคิ้วที่ขมวดเป็นปมเพราะตกตะลึงก็คลายออก
“การคาดการณ์! ความสามารถในการคาดการณ์ที่น่ากลัวสุด ๆ! ปฏิกิริยาทุกอย่างของหลานเวยอวี่อยู่ในการควบคุมของเสิ่นเจาหยุ่นหมด!” มือซ้ายของโจวป๋ออันสั่นระริกขณะชี้ไปยังเมคาสีเงินดำแดงเขียวบนเวที
จ้าวหลิงชะงักไปก่อนจะส่ายหน้า “เป็นไปไม่ได้มั้ง!”
“เป็นการคาดการณ์จริง ๆ!” ติงฉีซิวพยักหน้าเห็นด้วย
“ไม่เห็นหรือไง? เสิ่นเจาหยุ่นจงใจบีบหลานเวยอวี่ไปจนมุมข้างโล่แสง ทำให้เธอถอยก็ไม่ได้ เลือกทางอื่นก็ไม่ได้ หลานเวยอวี่จึงทำได้แค่ใช้ท่าพวกนั้นหนีออกมา!” โจวป๋ออันคว้าเสื้อจ้าวหลิงพลางตะโกนอย่างตื่นเต้น
“แถมท่าพวกนั้นยังเป็นกระบวนท่าระดับตำราที่หลานเวยอวี่เพิ่งใช้บนเวทีเมื่อครู่อีกด้วย” ติงฉีซิวเสริม
“เพราะงั้นเทคนิคหลบหลีกสุดประณีตที่ว่ากันนั่น ทั้งหมดถูกเสิ่นเจาหยุ่นบีบให้ใช้ทั้งนั้น!” โจวป๋ออันตะโกนเสียงดังยิ่งกว่าเดิม
