เสิ่นเจาหยุ่นกับพวกพ้องรออยู่ชั้นล่าง ส่วนผู้อำนวยการจ้าวและคนอื่น ๆ อยู่ในห้องประชุมชั้นห้า
“ผู้อำนวยการจ้าว ปล่อยให้คนพวกนั้นรอเก้อแบบนี้ดีหรือครับ?” ลู่เจี่ยนั่งพุงพลุ้ยอยู่บนเก้าอี้หนัง
ลู่เจี่ยก็คือผู้รับผิดชอบเขตเหมืองร่างท้วมที่จัดงานให้เสิ่นเจาหยุ่นกับพวกก่อนหน้านี้นั่นเอง
ผู้อำนวยการจ้าวจิบชาอึกหนึ่ง “หึ ก็เราไม่ได้เชิญพวกเขามาสักหน่อย เดิมทีฉันไม่เจอพวกเขาก็ได้”
ลู่เจี่ยรีบเปลี่ยนคำพูด คล้อยตามทันที “ก็จริงครับ สหพันธ์คิดจะเข้ามายึดอำนาจดูแลดาวจินซามานานแล้ว ไม่ต้องไปสนใจพวกเขาหรอกครับ! ไว้ค่อยให้เงินสักหน่อยแล้วไล่กลับไปก็พอ”
“ผู้อำนวยการจ้าวพูดถูก ยังไงสัตว์ประหลาดก็ถูกพวกเขากำจัดจนเกลี้ยงแล้ว สหพันธ์ก็เข้ามายุ่งกับทางเราไม่ได้ ไม่ต้องกลัวคนจากกองร้อย 302 หรอก”
ชายคอหนาคนหนึ่งที่นั่งข้างผู้อำนวยการจ้าวชี้ไปยังจอภาพ “คราวนี้เหตุการณ์สัตว์ประหลาดคลุ้มคลั่งทำให้เราเสียหายไม่น้อย แค่ออร์เดอร์จากตระกูลซูอย่างเดียวก็ทำยอดรายได้ตามเป้าประจำปีไม่ได้แล้ว ผมว่าได้เวลาผลักดันแผนใช้ ‘ตั๋วเหมือง’ แทนเหรียญดาราของสหพันธ์แล้วครับ”
ตัวอักษรแถวใหญ่ที่เขียนว่า ‘แผนออกตั๋วเหมืองร่วมกันโดยคณะกรรมการแร่’ ปรากฏอยู่บนจอภาพ
ด้านล่างเรียงรายด้วยการคาดการณ์ผลกำไรจากการออก ‘ตั๋วเหมือง’ นานาชนิด รวมถึงแผนรับมือกรณีชาวเมืองต่อต้าน
สำหรับคนของคณะกรรมการแร่แล้ว การออก ‘ตั๋วเหมือง’ เป็นธุรกิจที่ลงทุนครั้งเดียวได้กำไรไม่รู้จบ
ผู้อำนวยการจ้าวมองชายคอหนาอย่างชื่นชม “ฉันเห็นด้วยพอดี พวกคนงานเหมืองหน้าเลือดนั่นกำลังเจอภัยพิบัติจากสัตว์ประหลาด บ้านก็พัง ครอบครัวไม่ตายก็เข้าโรงพยาบาล ตอนนี้ทุกคนกำลังเดือดร้อนเรื่องเงิน เป็นจังหวะดีที่สุดที่จะผลักดัน ‘ตั๋วเหมือง’”
