“มากับฉัน”
เหมือนตาเต๋าจะนึกอะไรขึ้นได้ หมุนตัวเดินไปด้านหลัง
สวีอวี้เดินตามเงียบ ๆ ไม่บังอาจใช้พลังจิตสำรวจลมปราณรอบตัวของชายชรา
แม้อีกฝ่ายจะดูชราภาพ ก้าวเดินเชื่องช้า แต่กลับให้ความรู้สึกอันตรายอย่างยิ่ง ประหนึ่งสัตว์ร้ายที่ใกล้ตาย ต่อให้ลมหายใจอ่อนแรง ก็ยังสามารถย้อนสังหารนักล่าได้
เมื่อผ่านทางเดินเงียบสงบทะลุเข้ามา บานประตูเหล็กปรากฏตรงหน้า ตาเต๋ายื่นมือผลักเปิด ห้องลับขนาดราวสามสิบตารางเมตรก็โผล่ตรงหน้า
ขณะสวีอวี้ก้าวเข้าไปในห้องลับ ประตูเหล็กด้านหลังก็ปิดลงอย่างหนักหน่วง เสียงอึกทึกซึ่งแต่เดิมเป็นของร้านเหล้าถูกตัดขาดอย่างสิ้นเชิง
กลางห้องลับตั้งโต๊ะเหล็กตัวหนึ่ง ห้อมล้อมด้วยเก้าอี้ไม้หลายตัว บนผนังแขวนกระบี่ยาวเล่มหนึ่ง ไม่รู้ถูกปลดลงมาเช็ดถูนานเท่าไรแล้ว เต็มไปด้วยฝุ่นหนา
“นั่ง”
ตาเต๋าชี้นิ้วไปที่เก้าอี้ไม้ เสียงทุ้มต่ำ
สวีอวี้เดินไปนั่งตามคำ แต่สายตากลับหยุดอยู่ที่กระบี่ยาวอาบฝุ่นเล่มนั้นโดยไม่รู้ตัว
ตาเต๋าสังเกตเห็นทิศทางสายตาของเขา ทว่ากลับไม่อธิบายอะไร เพียงค่อย ๆ ทรุดตัวลงนั่งตรงข้าม จ้องมองเข้าไปในดวงตาของสวีอวี้ ประหนึ่งอยากเจาะทะลวงให้ถึงแก่น
“ไอ้เฒ่านั่นมาถึงปราการแล้วยังไม่คิดจะแวะมาให้ฉันดูหน้าสักครั้ง เหตุใดถึงใช้เด็กขนอ่อนมาแทนเล่า”
เนิ่นนาน เขาจึงเอ่ยปาก เสียงแหบพร่า
สวีอวี้ฟังความไม่พอใจในน้ำเสียงของเขาออก แต่ไม่รู้จะตอบเช่นไร เขากับคุณครูจูรู้จักกันไม่ลึกซึ้ง จึงไม่รู้ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสอง
“เขาให้เธอมาหาฉัน มีธุระอะไร”
ตาเต๋าส่ายหน้า ถาม
“ฉันอยากเข้าเป็นสมาชิกปราการ พาครอบครัวเข้ามาทั้งหมด”
สวีอวี้ตอบตรง ๆ
“เธอ?”
แววตาของตาเต๋าสะท้อนความแปลกใจ เพิ่งจะสำรวจเด็กหนุ่มตรงหน้าอย่างถ้วนถี่ ราวกับสัมผัสถึงพลังชีวิตที่ไหลเวียนของเขา ดวงตาฉายแววแปลกใจ แต่ก็กลับคืนปกติอย่างรวดเร็ว
“นึกไม่ถึงเลยว่าผู้ลี้ภัยจะฝึกถึงขั้นผู้ใช้พลังขั้นสองได้ตั้งแต่อายุเท่านี้”
ตาเต๋ายิ้ม ก่อนส่ายหน้า “เด็กหนุ่มเปรื่องปราดเช่นเธอ อยากเข้าปราการ ก็ให้จางเซียวจัดการให้เธอก็สิ้นเรื่อง จะมาหาชายแก่ใกล้ตายอย่างฉันทำไมกัน”
