ทั้งสี่คนรีบเก็บของที่ได้จากการต่อสู้ ส่วนแก่นสัตว์อสูรซากระดับราชันนั้น พวกเขาไม่มีกล่องหยกใบใหญ่พอจะใส่ จึงให้ซูหลิงซีใช้พลังจิตผนึกพลังงานประหลาดบนมันไว้ก่อน จากนั้นเซี่ยซื่อก็ใช้ผ้าห่อและสะพายไว้บนหลัง
นับว่าโชคดีที่มีผู้ใช้พลังจิตอยู่ในกลุ่ม ไม่อย่างนั้นต่อให้เป็นผู้แข็งแกร่งระดับสี่ธรรมดาที่โชคดีแค่ไหนมาเจอของดีแบบนี้ ก็ไม่มีทางได้มันไป
ทั้งสี่รีบย้อนกลับทางเดิม ส่วนสถานการณ์ในแอ่งนั้นคงต้องวางแผนระยะยาว
แต่พวกเขาเพิ่งถอยออกมาได้ไม่ไกล สวีอวี้ก็ยกมือส่งสัญญาณ ทั้งสามเข้าใจทันที หยุดฝีเท้าแล้วมองไปทางที่เขาจ้อง
“มีคน”
สวีอวี้พูดเสียงต่ำ
ร่างทั้งสามตึงเครียดขึ้นมาทันที จ้องมองไปทางนั้นอย่างระแวดระวัง
แม้แต่ในแดนร้าง เมื่อเจอหน่วยคนแปลกหน้าก็ยังประมาทไม่ได้ ในที่ที่ไร้กฎเกณฑ์คุมครอง การปล้นฆ่าชิงของเป็นเรื่องปกติ ต่อให้พวกเขาเป็นนักเรียนของสถาบันยุทธ์ ก็ใช่ว่าจะไม่ถูกมองเป็นเหยื่อ
ทุกปี ภารกิจนอกสถานที่ของสถาบันยุทธ์ มีนักเรียนอย่างน้อยสองในสิบที่ตายด้วยน้ำมือผู้อื่นแบบนี้
ไม่ต้องพูดถึงที่นี่ ซึ่งอยู่ลึกเข้าไปในซากภพไกลจากที่มั่น อันตรายมากกว่าแดนร้างทั่วไปหลายเท่า ถ้าประมาท เกรงว่าคงไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองตายยังไง
ทั้งสี่รู้ดีแก่ใจ จึงไม่ปรากฏตัวออกไปสุ่มสี่สุ่มห้า
“ข้างหน้านั่นแหละ เสียงเมื่อกี้ต้องเป็นอสูรซากระดับราชันปล่อยออกมาแน่!”
เสียงตะโกนดังมาจากทางนั้น ตามด้วยเสียงลมพักดังสนั่น ร่างหลายร่างพุ่งผ่านไปอย่างรวดเร็ว
พอเห็นหน้าหน่วยนี้ชัดเจน ทั้งสี่สีหน้าเครียด
นี่คือหน่วยสิบสองคน หัวหน้าชายวัยกลางคนเป็นผู้ใช้พลังระดับห้าอย่างเห็นได้ชัด กลิ่นอายพลังหนักแน่น ในหน่วยอีกสิบเอ็ดคนมีผู้ใช้พลังระดับสามเพียงสองคน นอกนั้นเป็นผู้ใช้พลังระดับสี่ทั้งสิ้น ขุมกำลังแข็งแกร่ง ดูแวบเดียวก็รู้ว่าเป็นหน่วยล่าที่มีประสบการณ์สูง
“ใคร?!”
ขณะที่ทั้งสี่คิดว่าพวกเขาจะผ่านเลยไป หัวหน้าผู้แข็งแกร่งระดับห้ากลับหยุดชะงัก สายตาจ้องมาที่จุดซ่อนตัวของพวกเขาทันที
ลูกหน่วยคนอื่นก็สังเกตความผิดปกติ หันมามองทางนี้เป็นตาเดียว
“พี่ ๆ ครับ พวกเราแค่ผ่านทาง ไม่ได้ตั้งใจล่วงเกิน”
