สวีอวี้เดินไปตามซากปรักหักพังตลอดทาง ทว่าภาพตรงหน้ากลับทำให้ใจเขาหนักอึ้ง
นอกจากเขต 11 แล้ว ย่านที่อยู่อาศัยข้างเคียงก็ยับเยินไม่ต่างกัน รั้วที่ใช้ป้องกันแทบไม่ช่วยอะไรได้เลย ถูกแรงมหาศาลชนอ้าออก กระจัดกระจายระเกะระกะอยู่บนพื้น
“ดูขนาดนี้แล้ว เมื่อคืนคงมีคลื่นอสูรที่มีอสูรซากอย่างน้อยเป็นร้อยตัว…”
สวีอวี้กวาดตามองไปตามพื้นที่ที่แทบกลายเป็นซากปรักหักพัง สิ่งที่เห็นเต็มตาเกือบทั้งหมดคือย่านที่อยู่ใกล้เขตนอกซึ่งปกคลุมด้วยกลิ่นคาวเลือด
ไม่อยากจะนึกเลยว่าผู้ลี้ภัยเหล่านั้นต้องเผชิญกับความสิ้นหวังเพียงไหนเมื่อคืนนี้
สิ่งเดียวที่พอให้รู้สึกโล่งใจคือ อาจเป็นเพราะเป็นเวลากลางวัน กลิ่นคาวเลือดเข้มข้นในบริเวณนี้จึงไม่ดึงดูดอสูรซากให้มามากกว่านี้ มิฉะนั้น สำหรับผู้ลี้ภัยที่เหลืออยู่คงเป็นภัยพิบัติครั้งใหญ่
ขณะที่สวีอวี้กำลังจะก้าวเข้าไปในแดนร้าง ก็เห็นกลุ่มคนที่ประกอบด้วยพลเมืองจากปราการสิบกว่าคนกำลังมุ่งหน้ามาทางนี้
ในมือพวกเขาล้วนถืออาวุธคมกริบ ข้างกายยังมีสมาชิกหน่วยลาดตระเวนในเครื่องแบบถืออาวุธปืนประจำการอยู่ด้วย
ส่วนคนที่เป็นหัวหน้ากลับเป็นใบหน้าที่คุ้นตา
“สวีอวี้?”
หลี่เจี้ยสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย ลังเลชั่วครู่แล้วก็สาวเท้าออกจากกลุ่มตรงมาหาสวีอวี้
เมื่อเห็นท่าทีของเขา คนอื่น ๆ ก็พากันมองสวีอวี้เช่นกัน แต่พอเห็นว่าเขาแต่งตัวธรรมดาก็ไม่ได้แสดงท่าทีสนใจอะไร ถือว่าหัวหน้าหน่วยแค่ไปเรียกใช้ผู้ลี้ภัยเท่านั้น
แต่ที่ทำให้คนแปลกใจคือ ในฐานะหัวหน้าหน่วยลาดตระเวน หลี่เจี้ยกลับไม่มีท่าทีหยาบคายเหมือนที่ปฏิบัติกับผู้ลี้ภัยอื่น กลับยิ้มเดินเข้ามาหา
“สวีอวี้ นายมาอยู่นี่ได้ยังไง?”
ก่อนหน้านี้หลี่เจี้ยก็คิดว่าสวีอวี้เป็นแค่นักล่าสัตว์ธรรมดาคนหนึ่ง ไม่สำคัญอะไร
จนกระทั่งได้เห็นท่าทีของจางเซียวด้วยตาตัวเองถึงได้ตระหนักว่าเจ้าเด็กนี่ไม่ง่ายอย่างที่เห็นภายนอก ไม่อย่างนั้นหัวหน้าจางเซียวกับเถ้าแก่เนี้ยโรงเตี๊ยมแสงสนธยาจะออกหน้าแทนเขาได้อย่างไร
พอนึกถึงเรื่องโง่ ๆ ที่ตัวเองทำไว้ก่อนหน้านี้ เขาก็อดเสียใจไม่ได้
