เหล่านักล่าสัตว์แต่ละคนล้วนมีท่วงท่าดุดัน แววตาเฉียบคม กวาดมองผู้ลี้ภัยที่มุงดูอยู่สองข้างทางด้วยความดูแคลน
ส่วนผู้มีพรสวรรค์จากสถาบันยุทธ์ ส่วนใหญ่มีสีหน้าหยิ่งผยอง ไม่ยินดียินร้ายต่อสายตาเคารพเกรงกลัวที่สาดเข้ามา ประหนึ่งอยู่กันคนละโลก
เมื่อเห็นขบวนรถนี้ ผู้ลี้ภัยโดยรอบต่างเต็มไปด้วยความยำเกรงและอิจฉา แต่ก็ไม่กล้าเข้าใกล้โดยง่าย เกรงว่าหากขวางทางรถจะนำภัยพิบัติมาสู่ตน
“พวกเขาจะไปซากเมืองเหนือหรือนั่น”
มองขบวนรถเคลื่อนตัวขึ้นเหนืออย่างเชื่องช้า สีหน้าโจวซานเปลี่ยนไปเล็กน้อย
แมวเจ็ดพยักหน้า สีหน้าหนักอึ้ง
ดูจากทิศทางที่ขบวนรถมุ่งไป เป้าหมายของพวกเขาสิบส่วนก็ตกอยู่ที่ซากเมืองเหนือไม่ผิดแน่
“อย่ามองแล้ว ไปกันเถอะ”
แมวเจ็ดถอนหายใจเบา ๆ ละสายตากลับมา
ความสยดสยองที่ประสบเมื่อวานยังติดตรึงอยู่ในใจ ต่อให้มีภารกิจออกมาอีก เขาก็ไม่มีทางเข้าร่วมเด็ดขาด
ก็เพราะผ่านมากับตัวเท่านั้น ถึงได้รู้ว่าวัวอสูรระดับสี่ขั้นสูงสุดน่ากลัวเพียงไหน
โจวซานคล้ายมีอะไรจะพูด แต่ก็นึกถึงคำเตือนของสวีอวี้ได้ พยักหน้าแล้วเก็บความคิดฟุ้งซ่านไป
เวลานี้ จางตั้นกับสมาชิกหน่วยรักษาการณ์อีกสองสามคนยืนประจำอยู่ที่ด่านตรวจ มองขบวนรถค่อย ๆ เคลื่อนผ่านไป พลางถอนหายใจ
สำหรับพวกเขาแล้ว แดนร้างอันตรายอย่างที่สุด หากไม่ใช่ภารกิจที่จำเป็นไม่มีทางย่างกรายเข้าไปแม้แต่ก้าวเดียว
เมื่อวานพวกเขาเห็นกับตาว่าสองกองกำลังวิ่งหนีกลับมาอย่างอนาถเพียงใด แต่ใครจะคิดว่าพวกนั้นกลับไม่ยอมแพ้ แถมวันนี้ยังรวบรวมผู้แข็งแกร่งกว่าเดิมมุ่งหน้ามาอีก
มิน่าล่ะ พวกเขาถึงมีสถานะพลเมืองปราการ นิสัยใจคอเพียงเท่านี้ก็เกินกว่าพวกตนจะเทียบถึงฝุ่น
“พี่ตั้น คราวนี้ครึกโครมไม่เบาเลยนะ ผู้มีพรสวรรค์และนักล่าสัตว์ร่วมมือกันขนาดนี้ เห็นทีในซากเมืองเหนือคงมีวาสนาอันเหลือล้ำ”
ชายวัยกลางคนคนหนึ่งมองตามแผ่นหลังของขบวนรถ พลางเอ่ยด้วยความทอดถอนใจ
“โอกาสวาสนางั้นรึ”
จางตั้นกวาดตามองเขาแล้วหัวเราะเย็น “แกคิดว่านั่นคือวาสนาหรือ เกรงว่าต่อให้วางอยู่ตรงหน้าแก แกก็ไม่มีบุญญาบารมีพอจะรับไว้!”
