“โลหิตแก่นแท้ของเผ่ามนุษย์!”
อสูรซากระดับเกียรติยศส่งเสียงคำรามต่ำ ก่อนจะเอ่ยภาษามนุษย์ขึ้นมาอย่างกะทันหัน แววโลภในดวงตาสัตว์แทบทะลักออกมานอกเบ้า
แววตาของสวีอวี้เย็นเยียบ เขาสัมผัสได้ถึงภัยคุกคามอันรุนแรงจากอีกฝ่าย เห็นได้ชัดว่าเจ้าตัวมหึมานี้แข็งแกร่งกว่าผู้แข็งแกร่งจากซากภพขั้นหยวนอิงอยู่หลายส่วน
“กรี๊ยก!”
ขณะที่คนกับสัตว์เผชิญหน้ากัน เสียงร้องกังวานก็ดังมาจากด้านหลังสวีอวี้ จากนั้นนกสีแดงตัวหนึ่งซึ่งมีขนาดใหญ่ถึงสิบจ้างก็บินโฉบมาถึง เปลวเพลิงลุกโชนรอบตัว ราวกับหงส์เพลิง
“โลหิตแก่นแท้ของมันมีประโยชน์กับเธอหรือ?”
สวีอวี้หันไปมอง “นกสีชาด” แม้ตอนนี้มันจะยังไม่อยู่ในสภาพดุจวิหคเทพเพลิงตัวนั้นในอดีต แต่ก็พัฒนาไปไกลกว่าครั้งก่อนมาก
ขนสีชาดดุจไฟ ปีกหางพลิ้วสะบัด เปลวเพลิงร้อนระอุที่พันรอบกายแผดเผาห้วงอากาศโดยรอบจนบิดเบี้ยวเลือนราง
ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น ดวงตาคู่นั้นคล้ายอัญมณีสีแดง มีประกายสติปัญญาฉายวาบ เห็นได้ชัดว่ามีสติปัญญาเหนือกว่าสัตว์ทั่วไปมาก เพียงแต่ไม่รู้ว่ามีสายเลือดใด ถึงยังไม่อาจพูดภาษามนุษย์ได้
ยามนี้ เมื่อมันมองยักษ์ตรงหน้า แววตากลับเผยความปรารถนาอยู่หลายส่วน
ดูท่าแล้ว ไม่ใช่แค่เจ้าตัวนั้นที่สนใจโลหิตแก่นแท้ของเขา นกสีชาดเองก็อยากลิ้มรสกลิ่นอายบนตัวมันเช่นกัน
“ตาย!”
เจ้าตัวมหึมาคล้ายจะรู้สึกว่าถูกยั่วยุ พลังอำมหิตสีดำระเบิดออกมาอย่างเกรี้ยวกราด หมอกดำซึ่งปกคลุมฟ้าดินไปครึ่งหนึ่งรวมตัวเป็นกรงเล็บยักษ์สีดำบดบังท้องฟ้า พลังอันน่าสะพรึงกลัวนั้นบดขยี้ขุนเขาและฉีกกระชากสรรพสิ่ง ก่อนตะปบใส่คนกับนกที่อยู่กลางเวหาอย่างรุนแรง
การโจมตีอันน่าสะพรึงนี้ทำให้ทุกคนในกองทัพกลั้นหายใจ ขึงขังเคร่งเครียด จ้องมองเงาร่างบนฟากฟ้าอย่างไม่วางตา
“สลาย!”
สวีอวี้ยืนนิ่งกลางอากาศ ร่างไม่ไหวติง เมื่อกรงเล็บดำมหึมาที่สามารถทำลายทุกสิ่งร่วงลงมา เขาก็ผลักฝ่ามือไปข้างหน้า พลางเปล่งเสียงสั้น ๆ แสงสีทองบริสุทธิ์สายหนึ่งไหลเวียนอย่างเชื่องช้า คล้ายห่อหุ้มหลักแห่งฟ้าดินอันลึกล้ำ แล้วแผ่กวาดออกไป
