หลินเจาหยุดคิดไปชั่วครู่ ก่อนจะส่ายหน้าอย่างเด็ดเดี่ยว พลางกล่าวว่า “ไม่ดีกว่า พวกเราฝีมือต่ำต้อย ตามไปก็เป็นได้แค่ตัวถ่วง”
ก่อนหน้านี้ เธอยังลังเล คิดจะล่อฝูงอสูรทมิฬออกมา แล้วจัดการทีละตัว สุดท้ายค่อยลองดูว่าจะล่ออสูรทมิฬระดับห้าขั้นสูงสุดสองตัวออกมาได้หรือไม่
แต่ตอนนี้ดูแล้ว ความคิดนั้นดีอยู่หรอก ทว่าจุดอ่อนด้านกำลังไม่พอ มีแต่จะทำให้ความคิดของเธอดูไร้เดียงสาและน่าขัน
แน่นอน ที่สำคัญคือ อีกฝ่ายเพิ่งช่วยเหลือเมื่อครู่ เธอติดหนี้บุญคุณอยู่แล้ว ถ้าตอนนี้ยังหน้าด้านตามไป ก็ดูจะไม่รู้จักกาลเทศะเกินไป
“ก็ดี”
เซี่ยซื่อไม่มีท่าทีจะเกลี้ยกล่อมแต่อย่างใด
โชควาสนาแบบนี้ ไม่เหมาะจะยัดเยียดให้กันอยู่แล้ว ผู้มีความสามารถจึงได้ครอบครอง นั่นคือกฎเหล็ก
หากไม่ใช่เพราะเป็นหน่วยจากสถาบันเดียวกัน เกรงว่าคงลงมือแย่งชิงไปนานแล้ว จะมีมารยาทเช่นนี้ได้อย่างไร
หลินเจามองส่งทั้งสี่คนจากไป ในใจแม้จะเสียดาย แต่ก็ไม่มีความน้อยอกน้อยใจเลยสักนิด
เธอดูออกว่า เมื่อขาดการสนับสนุนด้านทรัพยากรจากตระกูลหลิน ระยะห่างระหว่างเธอกับซูหลิงซีและคนอื่น ๆ ก็ยิ่งกว้างขึ้นเรื่อย ๆ ตอนนี้สิ่งเดียวที่พึ่งพาได้ คือหน่วยข้างกาย ต้องยกระดับกำลังโดยรวมของหน่วยขึ้นมา พวกเขาจึงจะยืนหยัดในแดนรกร้างได้
“หัวหน้า ตอนนี้เราจะ?”
สมาชิกคนหนึ่งใช้มือข้างหนึ่งกุมแผลที่แขนเอาไว้ ใบหน้าทุกคนซีดเซียว
“จัดการบาดแผลก่อน แล้วกลับไปรออาจารย์เฉิน”
หลินเจาสูดลมหายใจเข้าลึก ระงับความว่างเปล่าในใจ แล้วหันไปมองสมาชิกหน่วย “พวกเธอคงได้เห็นแล้ว ต่อให้ที่นี่มีโชควาสนา ก็ไม่ใช่สิ่งที่พวกเราจะเอื้อมถึง”
สิ้นคำพูด อารมณ์ของสมาชิกหน่วยก็ห่อเหี่ยวลงหลายส่วน แต่ในใจพวกเขาก็มิได้โกรธเคืองการตัดสินใจของหลินเจา เพราะรู้แก่ใจดีว่า เธอพูดถูก พวกเขาถูกปรมาจารย์พามาถึงเขตแกนกลาง แต่ต่อให้โชควาสนาอยู่ตรงหน้า ถ้าไร้กำลังพอ ก็ไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะแตะต้อง ซ้ำร้ายหากเผลอเพียงนิด ก็จะพลัดตกสู่ภยันตรายลึก
แทนที่จะเสี่ยงต่อไป สู้ถอยกลับไปรออาจารย์เฉินเฟิงและคนอื่น ๆ ที่ชายขอบเขตแกนกลางจะดีกว่า บางทีอาจได้เดินตามหลังอาจารย์แล้วเก็บของตกหล่น
