เมื่อได้ยินดังนั้น ดวงตาของฉินชิงหานก็ฉายแววเย้ยหยันขึ้นมา แววเย้ยหยันนั้นช่างเศร้าสร้อยเหลือเกิน
“ให้อภัยเขาเหรอ ฉันจะทำได้ยังไง” ฉินชิงหานเอ่ยอย่างเศร้าสร้อย น้ำตาร้อนผ่าวไหลอาบแก้ม เธอมองเข้าไปในดวงตาของเย่เฟิงอู่แล้วพูดต่อว่า “เขาไม่เพียงทำลายความบริสุทธิ์ของฉัน แต่ยังทำลายชีวิตฉันด้วย”
“คุณเข้าใจความรู้สึกของหญิงสาวที่เคยวาดฝันถึงอนาคตอันงดงาม แต่กลับต้องตกอยู่ในความสิ้นหวัง มองไม่เห็นอนาคตอีกเลยเพราะคนร้ายที่ข่มขืนเธอได้ไหม”
“ตอนที่ฉันยังเป็นเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ฉันฝันอยากเป็นจิตรกร อยากเดินทางไปทั่วโลก แล้ววาดทุกสิ่งทุกอย่างที่ได้เห็น”
“เพราะเขา…ฉันถึงกับไม่อาจเติมสีสันให้ภาพวาดของตัวเองได้อีก ฉันจึงเปลี่ยนไปเรียนด้านการจัดการ สิ่งเดียวที่ฉันทำได้คือใช้ชีวิตอยู่ในตระกูล ให้จิ้งซือเติบโตขึ้นอย่างดี และให้พ่อแม่ที่พลอยเดือดร้อนเพราะฉันได้ใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างสงบสุข”
ฮือ ๆ~!
เมื่อพูดจบ ฉินชิงหานก็ร้องไห้จนพูดไม่ออก นี่อาจเป็นครั้งแรกในรอบแปดปีที่เธอได้ระบายความรู้สึกทั้งหมดออกมาก็ได้
เมื่อสัมผัสได้ถึงความเศร้าสร้อยของฉินชิงหาน เย่เฟิงอู่ก็ยิ่งรู้สึกผิด และยิ่งมุ่งมั่นที่จะชดเชยให้เธอ
เขาถึงกับนึกเสียใจที่เคยคิดจะทอดทิ้งฉินชิงหาน แหวนวงเดียวไม่อาจใช้ตัดสินคุณค่าของเธอได้ ดังนั้นเขาจึงอยากให้โอกาสเธอ และให้โอกาสตัวเองด้วย
“ให้ผมดูแลคุณกับลูกสาวเถอะ” เย่เฟิงอู่คว้ามือข้างหนึ่งของฉินชิงหานไว้ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
ฉินชิงหานพยายามดึงมือกลับ แต่ก็เหมือนทุกครั้ง เธอไม่อาจหลุดจากมือใหญ่หยาบกร้านคู่นี้ได้
“ปล่อยฉันนะ” ฉินชิงหานเอ่ยอย่างดื้อดึง ดวงตาคลอไปด้วยน้ำตา
เย่เฟิงอู่กล่าวว่า “ผมจริงใจนะ”
“ปล่อยมือ ฉันจะลงจากรถ”
บางทีอาจเป็นเพราะหวาดกลัว หรือไม่ก็เพราะตื่นเต้นเกินไป อารมณ์ของฉินชิงหานจึงควบคุมไม่อยู่ เธอพยายามสุดกำลังเพื่อดึงมือกลับ
