บทที่ 1 วิวาห์ของเฉี่ยวเฉี่ยว
เฉี่ยวเฉี่ยวนั่งอยู่บนแท่นหินโม่ในสวน มองดูกองมดที่ไต่เป็นแถวอย่างเป็นระเบียบผ่านหน้าเท้าไป
ตัวหนึ่ง สองตัว สามตัว...
เฉี่ยวเฉี่ยวถือกิ่งไม้เล็ก ๆ จงใจเขี่ยมดให้กระจัดกระจาย แล้วกลบด้วยดิน แถวมดเสียรูปทรง พวกมันดิ้นรนพลิกตัว แต่ไม่นานก็กลับมาเป็นเส้นตรงอีกครั้ง
ฝนจะตกแล้ว เฉี่ยวเฉี่ยวคิดในใจ
เจ้าเหลืองน้อยข้างเท้า ขดตัวอิงแอบนายน้อย หรี่ตาง่วงเหงาหาวนอน
เฉี่ยวเฉี่ยวหันกลับไปมองในบ้าน ไม่รู้ว่าพวกเขาคุยกันไปถึงไหนแล้ว
ถือกิ่งไม้ขึ้นมาอย่างเบื่อหน่าย แล้วเริ่มเขี่ยมดอีกครั้ง ความกังวลใจในอก ยุ่งเหยิงยิ่งกว่าฝูงมดเสียอีก
บนแท่นนอนในห้องโถงใหญ่ ปู่ย่า พ่อแม่ของเฉี่ยวเฉี่ยว ต่างขมวดคิ้วนิ่วหน้า สีหน้าเคร่งเครียด
หัวหน้าสหพันธ์สตรีแห่งคอมมูน ฟางกุ้ยอิง ซึ่งเฉี่ยวเฉี่ยวเรียกว่าป้าฟาง กำลังรอคอยผลอย่างร้อนใจ
“พวกคุณคิดยังไงกันแน่ บอกมาสักคำเถอะ ทางครอบครัวฝ่ายชายก็รอจนร้อนใจแล้ว” ป้าฟางอดเร่งไม่ได้
ปู่ของเฉี่ยวเฉี่ยวสูบบุหรี่มวนใหญ่ ควันบุหรี่ทำให้เขาไอสองสามครั้ง เหมือนมีหลายคำถามที่อยากถาม แต่ก็ถามไม่ออกสักคำ
แม่ของเฉี่ยวเฉี่ยวเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นว่า “ป้าเธอ ทำไมเธอไม่ถามเลยล่ะว่าทางนั้นมันจะใช้งานได้หรือเปล่า”
ป้าฟางทำหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก “แม่เฉี่ยวเอ๋ย จะถามได้ยังไง ต่อให้เป็นแม่แท้ ๆ ของเขา ก็คงถามไม่ออกเหมือนกัน รายงานโรงพยาบาลเขียนไว้แล้วว่าระบบสืบพันธุ์ชายไม่ได้รับความเสียหาย น่าจะมีลูกได้”
“แต่ว่า ขาไม่มีแล้ว จะรู้ได้ไงว่าไม่บาดเจ็บถึงตรงนั้น” แม่ของเฉี่ยวเฉี่ยวพูดตะกุกตะกัก
“เรื่องนี้ต้องพึ่งดวง จะให้ฉันรับประกันว่าไม่มีปัญหา ก็คงเป็นคำโกหก เฮ้อ เด็กหนุ่มตัวสูงใหญ่ ไปบาดเจ็บที่ขาทั้งสองข้างแนวหน้า ไม่งั้นครอบครัวดี ๆ อย่างนี้ จะมาตกมาถึงครอบครัวเราได้ยังไง”
นี่คือความจริง เด็กหนุ่มเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย พ่อแม่ของเขาก็มีตำแหน่งไม่เล็กด้วย ส่วนเฉี่ยวเฉี่ยวก็เป็นแค่เด็กสาวบ้านนอกที่ทำมาหากินจากผืนดิน ภูมิหลังครอบครัวก็ไม่ดี หากไม่ใช่เพราะเด็กหนุ่มพิการ ตระกูลหยางของเฉี่ยวเฉี่ยว แปดชาติก็คงไม่ได้แต่งเข้าครอบครัวดี ๆ แบบนี้
“ถ้ามีลูกไม่ได้ ชีวิตลูกก็พังน่ะสิ” แม่ของเฉี่ยวเฉี่ยวตาคลอ
นี่ก็เป็นความจริง ชีวิตที่ร่ำรวย แต่จะให้ไปเป็นม่ายผัวยังไม่ตายหรือ
ปู่ของเฉี่ยวเฉี่ยวยังคงเงียบ สูบบุหรี่มวนดังจ๊วบ
เขาชั่งน้ำหนักไปมา ด้านหนึ่งคือทางรอดของทั้งครอบครัว อีกด้านคือความสุขตลอดชีวิตของหลานสาว ช่างยากที่จะตัดสินใจ
“ฉันบอกพวกคุณชัดเจนแล้วนะ อย่าเห็นว่าคนเขาไม่มีขาทั้งสองข้าง แล้วคิดว่าไม่มีใครเอา สาว ๆ ที่อยากแต่งมีตั้งเยอะ คราวนี้เป็นผู้บัญชาการกองพลโจวที่มองถูกตาลูกสาวพวกคุณ จะเป็นโชคหรือเคราะห์ พวกคุณต้องคิดให้ทะลุ ฉันเป็นแค่คนส่งข่าว จะตกลงหรือไม่พวกคุณต้องตัดสินใจเอง”
“ถ้าทางนั้นไม่มีปัญหา ทางบ้านฉันก็ยินดี ต่อไปมีลูกสักคนสองคน ก็ยังมีที่ยึดเหนี่ยว” แม่ของเฉี่ยวเฉี่ยววกกลับมาที่ประเด็นเดิม
“ดูเธอสิ เรื่องนี้มันจะถามให้กระจ่างได้ยังไง” ป้าฟางเริ่มหัวเสีย
บรรยากาศเข้าสู่ความเงียบงัน ทุกคนต่างขมวดคิ้ว
ประตูห้องถูกผลักออก เฉี่ยวเฉี่ยวเข้ามา
“ป้าฟาง หนูยินดีแต่งค่ะ”
“จริงเหรอ”
ทุกคนเงยหน้าขึ้นด้วยความตะลึง
“ใช่ค่ะ เขาคือวีรบุรุษผู้ปกป้องประเทศชาติ พวกเขายอมสละแม้กระทั่งชีวิตเพื่อความสงบสุขของชาวบ้าน หนูรู้สึกภาคภูมิใจที่ได้ดูแลวีรบุรุษ ขอให้ป้าฟางบอกผู้บัญชาการกองพลโจวด้วยว่า หยางเฉี่ยว หนูยินดีแต่งกับลูกชายของท่านด้วยความเต็มใจ จะติดตามดูแลชั่วชีวิต ไม่มีวันเปลี่ยนใจ” เฉี่ยวเฉี่ยวพูดด้วยความจริงใจและมุ่งมั่น
ป้าฟางปรบมือด้วยความดีใจ “โอ๊ย ดูเฉี่ยวเฉี่ยวสิพูดจาดีมีหลักการ สมเป็นหลานของครูบาอาจารย์ เข้าใจเหตุผล ท่านปู่หยาง เฉี่ยวเฉี่ยวตกลงเองแล้ว พวกท่านก็ตอบตกลงเถอะ”
ปู่ยังคงลังเล เฉี่ยวเฉี่ยวพูดว่า “คุณปู่คะ หลานยินดีแต่งจริง ๆ ไม่เสียใจภายหลังแน่”
ในที่สุดปู่ก็ตัดสินใจแน่วแน่ ดับบุหรี่ในมือแล้วพูดเสียงทุ้มว่า “ในเมื่อนางยินดีเอง ก็ตอบตกลงไปเถอะ”
“ดีเลย งั้นฉันจะกลับไปที่คอมมูนเดี๋ยวนี้ โทรศัพท์ไปหาผู้บัญชาการกองพลโจว”
ป้าฟางรออีกวินาทีไม่ได้ รีบเดินออกจากประตูไป แม่ของเฉี่ยวเฉี่ยวรีบลงจากแท่นนอนไปส่ง
ป้าฟางจากไปแล้ว ย่าจึงเอ่ยขึ้นว่า “เฉี่ยวเฉี่ยว เจ้ายินดีจริง ๆ หรือ เด็กหนุ่มนั่นไม่มีขา ไม่รู้ว่าจะมีลูกได้หรือเปล่านะ”
“ท่านย่าคะ หนูยินดีจริง ๆ ค่ะ ที่หนูยอมแต่งงาน ไม่ใช่เพื่อวีรบุรุษอะไรหรอก แต่เพื่อครอบครัวของเรา หนูไม่อยากให้พี่ชายที่มีการศึกษาและความฝันต้องมาจมอยู่บ้านนอก ทำงานหนักจนตายยังกินไม่อิ่ม หนูไม่อยากให้ปู่ที่อายุกว่าไม้ใกล้ฝั่งแล้วยังโดนคนชี้นิ้วด่า ไม่อยากเห็นพ่อแม่ในหมู่บ้านต้องก้มหน้าก้มตาอยู่”
เฉี่ยวเฉี่ยวมีเรื่องที่ไม่อยากให้เกิดมากมาย พี่ชายจบมัธยมปลาย ตัวโควตาไปทำงานในเมือง ก็ไม่เคยมาถึงเขา
ก่อนการปลดปล่อย ปู่เป็นครูบาอาจารย์ยากจน ซื่อสัตย์สุจริตมาตลอดชีวิต แต่ตอนนี้ กลับกลายเป็น ‘พวกต่อต้านการปฏิวัติ’ ใคร ๆ ก็ด่าทอได้ เหยียบย่ำได้ ชีวิตในหมู่บ้านลำเค็ญกว่าครอบครัวไหน ๆ
ย่ามีโรคประจำตัวเต็มตัว ปวดจนนอนไม่ได้ตลอดคืน แต่ก็ไม่มีเงินซื้อยา
เพื่อครอบครัวนี้ ต่อให้ต้องไปเป็นวัวเป็นม้าให้ตระกูลโจว เฉี่ยวเฉี่ยวก็ยินดี
“ลูกเอ๋ย ทำให้เจ้าต้องลำบากแล้ว...” พ่อของเฉี่ยวเฉี่ยวพูดยังไม่ทันจบ ความกังวลทำให้หน้าบิดเบี้ยว
“คุณปู่ คุณพ่อคะ อย่าห่วงหนูเลย ชีวิตมันอยู่ที่เราเป็นคนใช้ชีวิตเอง ไม่ว่าอยู่ที่ไหน หนูก็ทำให้ชีวิตดีขึ้นได้ พวกท่านเอาแต่มองด้านไม่ดี แต่มันก็มีด้านดีอยู่นะคะ ลูกชายผู้บัญชาการกองพลโจวมีการศึกษา มีความรู้ ยังไงก็คงไม่รังแกหนู ผู้บัญชาการกองพลโจวเป็นผู้นำในหน่วยทหาร ตำแหน่งใหญ่มาก ต้องไม่ขาดแคลนอาหารแน่ บางทีหนูอาจจะได้กินแป้งหมั่นโถวขาว ๆ ด้วย”
เฉี่ยวเฉี่ยวยิ้มขึ้นมา ปู่พยักหน้า “คงได้กินเนื้อกันทุกสองสามวัน”
“ใช่ไงคะ มีเนื้อกิน มีความสุขจะตาย คุณปู่คะ อย่าลังเลอีกเลย ตัดสินใจเถอะนะคะ ต่อไปจะไม่มีใครมารังแกครอบครัวเราอีกแล้ว”
มีเครื่องรางสถานะครอบครัวทหารคุ้มครอง ดูซิว่าใครยังกล้ามารังแกครอบครัวเราอีก
หัวหน้าครอบครัวคือปู่ เขาเช็ดน้ำตาที่คลอหน่วย แล้วลงจากแท่นนอนพูดว่า “ยังพอมีเวลา ข้าจะไปทำเพิ่มอีกครึ่งแต้มงาน”
ปู่กับพ่อออกไปที่นาแล้ว แม่เข้ามาในห้อง กอดเฉี่ยวเฉี่ยวแล้วร้องไห้ “ลูกโง่เอ๋ย เจ้ายังเด็กนัก นั่นมันเรื่องทั้งชีวิตนะ หากว่าตรงนั้นมันเสียหาย ไม่มีลูก แล้วจะทนอยู่ไปได้ยังไง”
เฉี่ยวเฉี่ยวกอดแม่ตอบ “แม่จ๋า ถ้าไม่มีลูก ก็ไปขอเด็กมาเลี้ยงสักคนก็ได้นี่คะ ครอบครัวเราในหมู่บ้านโดนรังแก โดนดูถูก แล้วแบบนี้จะไปหาครอบครัวดี ๆ ที่ไหนได้เล่า ถ้าเกิดไปเจอคนขี้เกียจเอาแต่กิน ชีวิตยิ่งทุกข์หนักกว่าเดิมอีก”
“แม่เฉี่ยวเฉี่ยว อย่าร้องไห้แล้ว มันเป็นพรหมลิขิต ไปตัดผักกาดที่นา เอาข้าวให้ไก่กินด้วย”
ที่บ้านมีแม่ไก่สามตัว เลี้ยงสี่ตัวนี่ผิดกฎหมาย ต้องตัด ‘หางทุนนิยม’ ทิ้ง
แม่ของเฉี่ยวเฉี่ยวสะอื้นเบา ๆ ไม่กล้าขัดคำสั่งแม่สามี หยิบตะกร้าออกไป
“เฉี่ยวเฉี่ยวเอ๋ย ไปก่อไฟในเตาซิ ย่าจะทำขนมปังข้าวโพดให้กิน”
“ดีเลยคะคุณย่า ใส่น้ำมันงาด้วยนะ”
“ได้ ใส่น้ำมันงา”
สองยายหลานช่วยกันผสมแป้งข้าวโพด ก่อไฟในเตา
เฉี่ยวเฉี่ยวมองเปลวไฟในเตาไฟที่กระพริบวิบวับ ดั่งใจที่รู้สึกกระวนกระวายของนาง
ย่านวดแป้งอย่างชำนาญ หยดน้ำมันงาลงในกระทะสองสามหยด ครุ่นคิดแล้วก็หยดเพิ่มอีกสองสามหยด
ทันใดนั้น ในครัวดินอัดก็อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมฟุ้ง เฉี่ยวเฉี่ยวสูดดมกลิ่นหอมแรง ๆ “คุณย่าคะ หอมจังเลย รอให้พี่ชายได้เข้าโรงงาน มีเงินแล้ว จะให้ย่าได้กินขนมปังทอดน้ำมันงาทุกวัน”
ย่าฝืนยิ้มขมขื่น “ได้ ได้ ย่าคอยอยู่นะ”
บ้านนี้ช่างยากลำบากจริง ๆ พี่ชายเลยวัยสู่ขอแต่งงานมานานแล้ว แต่เพราะปัญหาครอบครัว ถูกคนดูถูก แม้แต่แม่สื่อก็ไม่ย่างกรายเข้าบ้าน
ปู่อายุเกินหกสิบแล้ว ทุกวันยังต้องออกไปทำนา วันหนึ่งได้สิบแต้มงาน ถึงสามเหมาห้าสตางค์เท่านั้น
เฉี่ยวเฉี่ยวเกิดมางามน้ำ ผู้นำหน่วยย่อยในหมู่บ้าน จ้าวจินเทา ชอบนาง แต่เขาไม่กล้ามาสู่ขอ แม่ของเขาไม่ยอมให้หาคู่ที่มีปัญหาภูมิหลัง
แทนที่จะติดอยู่ในหมู่บ้าน大水 สู้ออกไปเสียดีกว่า ต่อให้ลำบากกว่านี้ จะลำบากไปกว่าตอนนี้ได้ยังไง