หากเย็นชาใส่กันตลอดเวลาอาจไม่มีอะไร
แต่เมื่อสองคนเคยเร่าร้อนดั่งไฟสุมกันมานานกว่าหนึ่งเดือน แล้วจู่ ๆ ก็เย็นชาลง ความรู้สึกมันเหมือนแต่ละวันผ่านไปอย่างเชื่องช้าราวกับเป็นปี
ตอนนี้เฉี่ยวเฉี่ยวกำลังรู้สึกเช่นนั้น
“เหวินฮุย ฉันแก้คำผิดแล้วนะ ส่วนประโยคที่มันติดขัดก็ปรับเปลี่ยนนิดหน่อย ลองดูหน่อยไหมว่าได้ไหม”
“อือ รู้แล้ว”
“เหวินฮุย มื้อเที่ยงอยากกินอะไร”
“อะไรก็ได้”
“ฉันช่วยอาบน้ำให้นะ”
“ออกไป”
……ก็แค่แกล้งท้องเพื่อยั่วโมโหเฉิงเจาอิงไม่ใช่หรือ ถึงกับต้องโกรธขนาดนั้นเชียวหรือ
เฉี่ยวเฉี่ยงอมความภาคภูมิใจไปขอให้ยกโทษให้แล้ว แต่โจวเหวินฮุยก็ไม่มีทีท่าว่าจะให้อภัยเธอเลยสักนิด
วันอันน่าอึดอัดผ่านไปสามวัน หยางเจิ้งก็โทรศัพท์มา
เฉี่ยวเฉี่ยวเป็นคนรับสาย
“พี่ กลับจากการไปอบรมที่อู๋ซีแล้วหรือ”
เฉี่ยวเฉี่ยวถามด้วยความดีใจ แค่โทรศัพท์เพียงสายเดียวก็ปัดเป่าม่านหมอกขโมงแห่งวันวานไปจนหมดสิ้น
“ยังเลย เฉี่ยวเม่ย รู้ไหมว่าพี่โทรมาจากที่ไหน”
“ไม่ใช่อู๋ซีหรือ”
“ไม่ใช่ พี่อยู่เซี่ยงไฮ้ อู๋ซีอยู่ใกล้เซี่ยงไฮ้มาก แค่สองชั่วโมงก็ถึงแล้ว พี่มาเยี่ยมเพื่อนของพี่ ลู่หาน”
“พี่ลู่หานสบายดีไหม”
“สบายดี เฉี่ยวเม่ย พี่ได้รู้จักกับวิศวกรทำขาเทียมคนหนึ่ง พูดคุยกับเขาอย่างจริงจังแล้ว การจะทำขาเทียมที่เดินได้คล่องตัวนั้น หัวใจสำคัญคือต้องทำเบ้ารองรับให้เหมาะสม
ขาเทียมไม่สามารถผลิตเป็นจำนวนมากได้ หนึ่งคนก็หนึ่งขนาด พอกลับไปแล้วพี่อยากลองทำดู บอกเหวินฮุยด้วยว่า การเดินได้อย่างอิสระนั้นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้จริง” หยางเจิ้งพูดด้วยความตื่นเต้น
“จริงหรือคะ พี่ ต้องใช้เงินมากไหม”
“หลัก ๆ คือขั้นตอนการประดิษฐ์นั้นละเอียดมาก วัสดุของเบ้ารองรับเป็นเรซิน เดี๋ยวพี่กลับไปถามอาจารย์ดูก่อน ว่าโรงงานเรซินมีคนรู้จักหรือเปล่า เฉี่ยวเม่ย พี่เข้าใจกรรมวิธีการทำขาเทียมแล้ว ไม่ว่าจะยากแค่ไหน ก็จะต้องทำให้เหวินฮุยได้สักคู่ให้ได้ บอกเขาด้วย ให้มีความมั่นใจ” หยางเจิ้งพูดอย่างกระตือรือร้น
