อาหารกลางวันช่างอุดมสมบูรณ์จริง ๆ พริกผัดหมูสามชั้น หมูเค็มผัดเปลือกมะเขือยาว พริกขาวผัดเครื่องในหมู ไข่ดาว ลูกชิ้นหมูซุปปลาไหล กะหล่ำปลี แตงกวาดอง ไข่เค็ม
กับข้าวเต็มโต๊ะ มีผักแค่จานเดียว ในหนึ่งปีหายากที่จะได้กินอาหารคาวมากมายขนาดนี้
โจวเหวินฮุยก็ขึ้นไปบนเตียงอิฐ ท่ามกลางเสียงห่วงใยของญาติพี่น้อง เขาค่อย ๆ ลืมขาทั้งสองข้างที่พิการไป
แม่ของเฉี่ยวเฉี่ยวไม่ยอมขึ้นโต๊ะ ลั่วเหม่ยอวิ๋นคะยั้นคะยอเชิญชวนอยู่นาน ครอบครัวใหญ่ได้มาพบกันทั้งที ก็ต้องกินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากัน
คึกคัก โจวเหวินฮุยกวาดข้าวไปสองถ้วยรวด อยากกินอีกแต่อาย ๆ
หยางเจิ้งไม่พูดพร่ำทำเพลง หยิบชามไปตักข้าวให้เขา พลางบอกว่า "ถึงกับข้าวจะไม่อร่อย แต่ข้าวหุงด้วยเตาฟืนอร่อยมากนะ กินอีกสักถ้วยเถอะ"
โจวเหวินฮุยก็ไม่เกรงใจ เช่นนั้นก็กินอีกถ้วย
ปู่ของเฉี่ยวเฉี่ยวกับโจวจงไห่ดื่มเหล้า จิบทีละน้อย มองดูเหล่าเด็กรุ่นหลังกินข้าวอย่างมีความสุข
พลทหารน้อยสองคนที่เป็นคนขับรถก็กินจุเหมือนกัน อดกลั้นกินไปแค่สองชาม แล้วก็วางตะเกียบอย่างเจ็บปิดใจ ถ้ากินตามสไตล์ของพวกเขา ข้าวหม้อนั้นของตระกูลหยางคงไม่พอให้ทั้งสองคนกิน
ข้าวยังกินไม่เสร็จ ก็มีแขกมาที่บ้านตระกูลหยาง คือเลขาธิการสหกรณ์ตำบลเกาปิง
เขาถือหัวหมูตัวโตใบหนึ่ง เข้ามาในลานบ้านก็ตะโกนว่า "เฒ่าหยาง สุขสันต์วันเทศกาลนะ"
จากสหายหยางเหวินจิ่นกลายเป็นเฒ่าหยาง ความสัมพันธ์ก้าวไปอีกขั้น
หยางเหวินจิ่นรีบลงจากเตียงอิฐ ถึงกับถามว่าเป็นวันเทศกาลใหญ่ ทำไมเลขาฯ ถึงมาได้ล่ะ
เกาปิงก้าวยาว ๆ เข้ามาในบ้าน เจอโจวจงไห่ก็ร้องอุทานว่า "นี่ นี่ท่านคือผู้บัญชาการกองพลโจวหรือครับ"
โจวจงไห่จำเป็นต้องวางตะเกียบ บอกว่า "โจวจงไห่เรียกข้า ผู้บัญชาการกองพลอะไรกัน กินข้าวหรือยัง มากินด้วยกันอีกหน่อยสิ"
